in

8 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “ไบโพลาร์”

8 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “ไบโพลาร์”

8 สัญญาณอันตรายเสี่ยง “ไบโพลาร์”

ในสังคมไทยพบผู้ป่วยทางจิตมากขึ้น เนื่องจากความเครียดสะสม รวมไปถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นอีกส่วนหนึ่งของอาการป่วยทางจิตหลายอย่าง แต่สำหรับ “ไบโพลาร์” อาจมีหลายคนที่เข้าใจอาการของโรคนี้ผิดไปจากความเป็นจริง สนุกเฮลท์จึงมีข้อมูลเกี่ยวกับโรค อาการสองขั้วและสังเกตได้ด้วยตัวเอง

โรคไบโพลาร์คืออะไร?

โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (Bipolar disorder) เป็นโรคทางอารมณ์ ผู้ป่วยโรคนี้มีลักษณะเฉพาะด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ระหว่างช่วงที่เป็นโรคซึมเศร้าและช่วงเวลาที่มีอารมณ์มากกว่าปกติ (ภาวะคลุ้มคลั่งหรือภาวะ hypomania) อาการจะคงอยู่นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน และอาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อวิถีชีวิต ของผู้ป่วยทั้งในด้านการทำงาน อาชีพ สัมพันธ์ กับบุคคลอื่น และการดูแลตนเองอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

อาการที่อาจพบในผู้ป่วยไบโพลาร์

ข้อมูลจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้ว จะมีช่วงเวลาของความผิดปกติทางอารมณ์ โดยมีช่วงเวลาของภาวะซึมเศร้า (depressive episodes) สลับกับช่วงเวลาที่อารมณ์ดีหรือกระฉับกระเฉงกว่าปกติ (mania หรือ hypomania) ซึ่งจะอธิบายแยกกัน เป็นช่วงที่มีอารมณ์แปรปรวนหรือคลั่งไคล้มากกว่าปกติ ผู้ป่วยจะมีลักษณะดังต่อไปนี้:

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยจะร่าเริง มีความสุข ร่าเริง หรือหงุดหงิดง่าย ญาติสนิทของผู้ป่วยมักจะสังเกตว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากเดิมจนผิดปกติ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น จะต้องติดต่อกันทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  2. มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ผู้ป่วยมีความมั่นใจในตนเองว่าเก่งเกินไป มีความสำคัญและยิ่งใหญ่ หรืออาจมีเนื้อหาในความคิดที่ผิดปกติอย่างมาก ถึงขั้นสำคัญหรือยิ่งใหญ่ เช่น เชื่อว่าตนมีอานุภาพสูงหรือมีพลังพิเศษ เป็นต้น
  3. การนอนหลับที่ผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีความต้องการนอนน้อยลง ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่าการนอนเพียง 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น
  4. ความคิด ผู้ป่วยคิดค่อนข้างเร็ว บางครั้งคุณคิดหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมๆ กัน หากคุณไม่สามารถทำสิ่งหนึ่งให้เสร็จได้ คุณจะนึกถึงอีกสิ่งทันที บางครั้งมันสามารถปรากฏตัวต่อหน้าหลายโครงการ
  5. พูดเร็วขึ้นเพราะความคิดของผู้ป่วยวิ่งเร็วขึ้น จึงส่งผลต่อคำพูดที่แสดงออกมา คนไข้มักจะพูดเร็ว และขัดจังหวะได้ยาก หากอาการรุนแรงคำพูดจะยิ่งดังขึ้น และรวดเร็วมากจนบางครั้งก็เข้าใจยาก
  6. ฟุ้งซ่านง่าย ผู้ป่วยมีสมาธิสั้นน้อยลงเป็นเวลานาน และความสนใจมักจะเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่กระตุ้นได้ง่าย
  7. การเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้น ในผู้ป่วยบางรายการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน มีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อยู่นิ่งไม่ได้
  8. ไม่สามารถยับยั้งผู้ป่วยโรคคลั่งไคล้มักแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การดื่มมากเกินไป การโทรศัพท์ทางไกลมากเกินไป การพนัน หรือการพนันมากเกินไป สามารถใช้จ่ายเงินได้มากขึ้น

**สำหรับอาการ hypomania ผู้ป่วยจะมีอาการข้างต้นเช่นเดียวกันกับอาการคลุ้มคลั่ง แต่จะต่างจากความบ้าคลั่ง Hypomenia ไม่ส่งผลต่อการทำงาน หรือใช้เป็นประจำทุกวันและผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อย 4 วัน

หากคุณพบเห็นลูกหรือสมาชิกในครอบครัวมีอาการคล้ายคลึงกัน คุณควรพบจิตแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

.
ที่มาข้อมูล