in

8 วิธีลดน้ำหนักขณะนอนหลับ ที่แพทย์ยืนยันว่าทำได้จริง

8 วิธีลดน้ำหนักขณะนอนหลับ ที่แพทย์ยืนยันว่าทำได้จริง

8 วิธีลดน้ำหนักขณะนอนหลับ ที่แพทย์ยืนยันว่าทำได้จริง

การนอนหลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนักมากกว่าที่คุณคิด National Sleep Foundation of America กล่าว วิถีชีวิตของชาวเมืองที่ไม่นอนตอนกลางคืน อยู่ในที่ที่มีแสงสว่างจากแสงไฟเสมอ และชีวิตในตอนกลางวันก็ยาวนานกว่าตอนกลางคืนมาก อาจรบกวนการทำงานของนาฬิกาชีวิตและกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้นอีกด้วย

ดร.ไมเคิล สเปอร์ตัส ยืนยันว่าบทความบนเว็บไซต์ thehealthy.com ซึ่งระบุว่ากระบวนการทางร่างกายที่ช่วยให้เราลดน้ำหนักได้แม้ในขณะนอนหลับนั้นทำได้จริง เพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

8 วิธีลดน้ำหนักขณะนอนหลับ

  1. คุณภาพการนอนหลับ

งานวิจัยที่เผยแพร่ใน European Congress of Endocrinology ในปี 2560 ชี้ให้เห็นว่าการอดนอนช่วยลดการผลิตฮอร์โมน “ที่น่าพอใจ” ของร่างกาย เช่น GLP-1 และฮอร์โมนเกรลินที่หิวโหย ออกมามากขึ้นด้วย นั้นก็หมายความว่าถ้ารู้สึกเหนื่อยอาจจะรู้สึกหิวเพราะกินเกินความจำเป็น ดังนั้นการนอนหลับให้เพียงพอจึงสำคัญมาก ให้กับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

  1. ทำให้อากาศเย็นลงเล็กน้อย

การนอนในห้องเย็น ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นจึงช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetes พบว่า คนที่นอนในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 18-19°C เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน จะมีการเผาผลาญเพิ่มขึ้น อัตราร้อยละ 42 และเผาผลาญไขมันได้ถึงร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานอีกด้วย

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน

ขณะนอนหลับร่างกายจะเผาผลาญพลังงานไปด้วย อยู่ในช่วงหลับลึกที่ร่างกายเข้าสู่โหมด REM แต่ถ้าในช่วงเวลานั้นเราถูกขัดจังหวะด้วยผลกระทบของแอลกอฮอล์ที่ทำให้เราหลับสนิท REM จะไม่เกิดขึ้น หรือมีโอกาสน้อย ซึ่งจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลงในช่วง REM ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่มีรสหวานอย่างค็อกเทล ที่เข้าไปเผาผลาญไขมันในร่างกายขณะนอนหลับโดยชะลอการทำงานของตับจริงๆ แล้วต้องเข้าไปกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายและหยุดการทำงานของร่างกายที่ต้องเปลี่ยนเซลล์ไขมันให้เป็นคีโตน ขัดขวางกระบวนการเผาผลาญไขมันใน ดังนั้นควรดื่มแอลกอฮอล์หลังอาหารเย็นเท่านั้น ไม่ควรดื่มก่อนนอน

  1. ไม่ทานอาหารเย็น (ก่อนนอน) มากเกินไป

อาหารเย็นไม่เพียง แต่เป็นมื้ออาหารที่เรามีโอกาสเผาผลาญแคลอรีที่ได้รับจากการรับประทานอาหารน้อยที่สุดเท่านั้น เพราะใกล้ถึงเวลาที่เราจะนอนแล้ว แต่เราควรจะกินมื้อเย็นให้น้อยลงเพราะถ้าเรากินมากเกินไป ร่างกายของคุณจะพยายามเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแทนที่จะขับสารพิษหรือเพิ่มพลังงาน และที่แย่กว่านั้นคือถ้าอาหารที่คุณกินมากเกินไปเป็นคาร์โบไฮเดรต เพราะถ้าร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปและไม่ได้ใช้มัน มันจะสะสมในร่างกาย ทำให้อ้วน แถมยังรบกวนเวลานอนอีกด้วย

  1. ห้ามใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน

สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ รวมทั้งโทรทัศน์ ควรหยุดใช้ก่อนนอน เนื่องจากแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินช้าลงซึ่งจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่าย

ยังทำให้คุณรู้สึกหิว และเพิ่มการดื้อต่ออินซูลินด้วยซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น

  1. นอนในห้องมืดสนิท

การนอนในห้องสว่าง อาจรบกวนการผลิตเมลาโทนินของร่างกายได้เช่นกัน แต่ห้องนอนชายหาดก็สว่าง ฮอร์โมนเมลาโทนินก็ผลิตได้น้อย แถมยังน้ำหนักขึ้นอีกด้วย

  1. การออกกำลังกายปกติ

การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น และเมื่อเรานอนหลับเพียงพอ เราจะมีสุขภาพแข็งแรง เผาผลาญพลังงานมากขึ้นในขณะนอนหลับ ตามที่ National Sleep Foundation ระบุว่า คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะนอนหลับดีขึ้น 83%

  1. ทำ ถ้า

Intermittent fasting หรือ IF เป็นการอดอาหารแบบไม่ต่อเนื่อง ให้ร่างกายรู้ถึงความหิวเป็นบางครั้ง ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกายมากกว่าปล่อยให้ร่างกายกินอิ่มตลอดเวลา การอดอาหารเป็นระยะช่วยให้เราสามารถเริ่มซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายได้ และทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ง่ายขึ้น

  • การทำ IF (Intermittent Fasting) งด “อาหารเช้า” ดีต่อสุขภาพหรือไม่?
  • เคล็ดลับการอดอาหารเป็นระยะเพื่อการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ

.
ที่มาข้อมูล