in

8 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา

8 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา

8 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ยา

  • การดักจับไข้ ไม่สามารถช่วยป้องกันไข้ได้ และยังทำให้เกิดโทษได้ โดยเฉพาะพาราเซตามอล 500 มก. หากรับประทานมากกว่า 8 เม็ดต่อวันติดต่อกันเกิน 5 วัน จะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น จนเซลล์ตับถูกทำลายทำให้เกิดโรคตับอักเสบได้

  • การกินยาในปริมาณหรือปริมาณที่มากกว่าที่แพทย์กำหนด เนื่องจากอุบัติเหตุหรือความเข้าใจผิดที่จะทำให้หายจากโรคเร็วขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเลย เพราะอาจทำให้เสียชีวิตได้

  • ยาคือการรักษาที่จำเพาะสำหรับแต่ละคนเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรให้ยาร่วมกับผู้อื่นที่มีอาการเช่นเดียวกัน เพราะคนไข้แต่ละคนมีโรคประจำตัว การทำงานของตับและไตขั้นพื้นฐาน รวมทั้งน้ำหนักตัวและปริมาณที่แตกต่างกัน

พญ. ทิพพา ชุติกานโกศล แพทย์อายุรกรรม โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ระบุว่า “ยา” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่ช่วยในการรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคต่างๆ ทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นตามผลและคุณสมบัติของยา เช่น ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดความดันโลหิต รักษาโรคติดเชื้อ ฯลฯ หลักการใช้ยา ควรใช้ยาอย่างถูกต้อง ตามขนาดและระยะเวลาการรักษาที่เภสัชหรือแพทย์แนะนำ

แต่หลายครั้งความเข้าใจผิด ความไม่รู้ และความเชื่อผิดๆ อาจส่งผลให้มีการใช้ยาที่ก่อให้เกิดอันตราย เช่น ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาดหรือยาหลายตัวที่ออกฤทธิ์ต่อกัน อาจเกิดอาการแพ้ต่อยาได้ จากอาการเล็กน้อยถึงอันตรายถึงชีวิตหรืออวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บจากยาโดยเฉพาะตับ ไต กระเพาะอาหารและสมอง

  1. กินยาเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย

ความเชื่อที่นิยมกันว่า ถ้ารู้สึกว่าเป็นไข้ให้กินยาก่อน คิดว่ายาจะป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้โดยเฉพาะการทานยาพาราเซตามอลหรือยาลดไข้อื่นๆ จริงๆ แล้วยาเหล่านี้มียาแก้ปวดและยาลดไข้แต่ไม่ได้ผลในการป้องกันโรค ดังนั้นการดักจับไข้เมื่อไม่รู้สึกตัวจะไม่ช่วย ป้องกันไข้ นอกจากนี้ ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง และอาจเป็นอันตรายได้หากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะพาราเซตามอล 500 มก. หากรับประทานมากกว่า 8 เม็ดต่อวันติดต่อกันเกิน 5 วัน จะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น จนเซลล์ตับถูกทำลายและมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นตับอักเสบได้ในที่สุด

  1. กินข้าว

ลืมกินเม็ดเดียวเก็บกินมื้อต่อไป หรือลืมกินเม็ดก่อนอาหาร แต่กินพร้อมเม็ดหลังอาหารแทน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เนื่องจากการกินยา อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดในมื้อต่อไปของคุณ และยาที่ต้องรับประทานก่อนอาหารจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อรับประทานหลังอาหาร วิธีที่ถูกต้องในการใช้ยามีดังนี้:

  • ยารับประทานพร้อมกับอาหารหรือรับประทานยาพร้อมอาหาร ควรรับประทานยาพร้อมกับอาหารมื้อแรกหรือหลังอาหารครึ่งมื้อ
  • เม็ดก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหาร 20-30 นาที ถ้าคุณลืม ให้ข้ามไปก่อนมื้ออาหารมื้อต่อไปของคุณ หรือทานอาหารหลังมื้อนั้นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ต้องทานอาหารมื้อถัดไป
  • เม็ดหลังอาหาร ควรใช้เวลาประมาณ 15 นาทีหลังอาหาร ถ้าคุณลืมน้อยกว่า 15 นาที คุณสามารถกินได้ หากเกิน 15 นาที ให้ข้ามไปมื้อต่อไป แต่ถ้าเป็นยาสำคัญก็อย่าข้ามค่ะ ทานอาหารว่างเล็กน้อยแล้วทานยาทันที
  • เม็ดก่อนนอน ควรกินก่อนเข้านอนประมาณ 15-30 นาที ถ้าลืมข้ามไปกินก่อนนอนในคืนถัดไป
  1. ยาเกินขนาดจะหายเร็ว

การกินยาในปริมาณหรือขนาดที่มากกว่าที่แพทย์กำหนด ไม่ว่าจะเกิดจากการเข้าใจผิดโดยอุบัติเหตุหรือคิดว่าจะทำให้หายจากโรคเร็วขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเลย เนื่องจากอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ จึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจปริมาณและระยะเวลาของยาอย่างเหมาะสม ยาเกินขนาดที่พบบ่อยที่สุดคือพาราเซตามอล ขอแนะนำว่าขนาดที่ถูกต้องสำหรับหนึ่งครั้งคือ 10-15 มก./กก. ของน้ำหนักตัว เช่น น้ำหนักตัว 60 กก., ขนาด 600-900 มก. หรือ 500 มก., 1.5 เม็ดทุก 4-6 ชั่วโมง ไม่เกินวันละ 5 ครั้ง และพาราเซตามอลเป็นยาตามอาการ หากไม่มีอาการปวดหรือมีไข้ ไม่ต้องกินยา ให้กินยาพาราเซตามอลมากเกินไปหรือกินมากเกินไปเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้การทำงานของตับบกพร่อง เสี่ยงต่อโรคตับอักเสบ

หากใช้ยาเกินขนาดมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างกะทันหัน ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจลำบาก ชีพจรเต้นอ่อนแอ ความดันโลหิตสูงผิดปกติ อาการง่วงซึม สับสน หรือแม้แต่ช็อก ผู้ป่วยจะได้รับยาเกินขนาด ยา. ควรรีบส่งโรงพยาบาลเพื่อขอความช่วยเหลือโดยด่วน เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยาบางชนิดอาจไม่มีผลกะทันหัน แต่สะสมจนทำลายอวัยวะสำคัญ

  1. ยาปฏิชีวนะและยาแก้อักเสบเป็นยาชนิดเดียวกัน

ยาปฏิชีวนะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นยาฆ่าเชื้อหรือยาต้านแบคทีเรีย เป็นยารักษาเฉพาะการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง แผลเป็นหนองบนผิวหนังหรือปอดบวมจากแบคทีเรียที่ผลิตเสมหะสีเหลือง/เขียว ที่สำคัญมียาปฏิชีวนะและการติดเชื้อที่อวัยวะหลายชนิด ของร่างกายเกิดจากแบคทีเรียหลายชนิด การรักษาจึงต้องใช้ยาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุ จะไม่ใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเลือกใช้ยารับประทาน

ยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดไข้ บรรเทาอาการปวด บวม แดง ตามข้อเท็จจริงทางการแพทย์ การอักเสบส่วนใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการติดเชื้อ เช่น โรคเกาต์ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกัน เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาการบวมและช้ำจากอุบัติเหตุหรือแมลงกัดต่อย ซึ่งสามารถรักษาด้วยยาแก้อักเสบโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ)

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ายาปฏิชีวนะและยาแก้อักเสบเป็นยาชนิดเดียวกัน ดังนั้นหากคุณซื้อยาเองมีโอกาสได้ยาที่ไม่ตรงกับโรค และอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น การศึกษาของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษพบว่า ทุก ๆ ชั่วโมง คนไทยเฉลี่ย 2 คนเสียชีวิตจากการดื้อยาปฏิชีวนะ ในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากแบคทีเรียดื้อยา 19,122 รายในประเทศไทย สาเหตุหนึ่งก็คือคนไทยสามารถซื้อยาได้ง่ายตามร้านขายยา โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

  1. หากคุณเป็นหวัด เจ็บคอ คุณต้องกินยาปฏิชีวนะ

อาการเจ็บคอส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสที่เรียกว่าไข้หวัด อาการเจ็บคอที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียต้องมาพร้อมกับสิ่งบ่งชี้อื่นๆ เช่น มีไข้สูง ฝีหนองที่ต่อมทอนซิล เสมหะสีเหลือง/เขียว/เสมหะ การติดเชื้อไวรัสหรือหวัดไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรง การรักษาตามอาการใช้เพื่อให้ร่างกายสามารถกำจัดการติดเชื้อได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงมีความเข้าใจผิดที่ว่าเมื่อคุณมีอาการเจ็บคอ การซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาอาการเจ็บคอจากหวัดได้

  1. หยุดยา เพิ่มยา ลดยา หรือซื้อยาตัวเดิมกินเองนานหลายปี โดยไม่ปรึกษาแพทย์

ความรู้สึกในการหยุดยา เพิ่มหรือลดยาเองเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากหายจากโรคเร็วหรือรู้สึกว่าอาการดีขึ้นจริงๆ เลยเลิกกินยาเพราะคิดว่ารักษาหายแล้ว ความจริงก็คือสำหรับโรคบางชนิด การรักษาระยะสั้นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย หากคุณรับประทานยาครบตามที่แพทย์สั่ง ไม่จำเป็นต้องทานต่อ หรือยาตามอาการ เช่น ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ และยาระบาย หากไม่มีอาการใดๆ ก็สามารถหยุดรับประทานได้

แต่ในกรณีของโรคเรื้อรัง (โรคไม่ติดต่อ (NCD) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น) ไขมันในเลือดสูง ไตวาย โรคเกาต์ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง ใช้เวลานานในการรักษาและต้องใช้ยาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมและการตรวจร่างกาย/การตรวจเลือดอย่างต่อเนื่อง จะสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคร้ายแรงได้ภายใน 5 ปีหรือ 10 ปี ดังนั้นหากเคยตรวจพบกลุ่มโรคเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อดูแลต่อไป อย่าปรับยาหรือหยุดยาเอง ทั้งที่รู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว

  1. โรคเดียวกันสามารถแบ่งออกเป็นยาเม็ด

บางครั้งเมื่อโรคหายแต่ยังมียาเหลืออยู่ ดังนั้นการแบ่งปันยากับผู้อื่นที่มีอาการเหมือนกันเพื่อรับประทานต่อไป เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะคนไข้แต่ละคนมีโรคประจำตัว การทำงานของตับและไตขั้นพื้นฐาน รวมทั้งน้ำหนักตัวและปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อชนิดและปริมาณยาที่แตกต่างกัน ยาจึงเหมาะสำหรับการรักษาเฉพาะบุคคลเท่านั้น ที่สำคัญที่สุด ผู้ใหญ่ไม่ควรให้ยาร่วมกับเด็กโดยใช้วิธี half-dose เข้าใจว่าครึ่งเม็ดมีผลเพียงครึ่งเดียวของเม็ดยา แต่เนื่องจากอวัยวะภายในของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ การตอบสนองต่อยาจึงแตกต่างกัน การใช้ยาเกินขนาดเล็กน้อยในเด็กอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อเด็กที่คาดเดาไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดที่จะไม่กินยาของคนอื่น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่

  1. กินยากับเครื่องดื่มไม่น้ำ

การรับประทานยาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรรับประทานด้วยน้ำสะอาด ห้ามรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มอื่นๆ เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพและการทำงานของยาได้ดังนี้

  • กินยากับนม – แคลเซียม โปรตีน และธาตุเหล็กในนมอาจจับกับยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยาบางชนิดอาจทำงานไม่ถูกต้อง
  • กาแฟ – กาแฟมีคาเฟอีนซึ่งกระตุ้นระบบประสาท หากรับประทานร่วมกับยาที่กระตุ้นระบบประสาท เช่น ยาเย็นและยาขยายหลอดลม อาจทำให้ใจสั่นได้ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาจทำให้เป็นลม เป็นต้น
  • น้ำผลไม้ – น้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำส้มและน้ำมะนาว สามารถเพิ่มกรดในกระเพาะได้ อาจทำให้ปวดท้องได้หากรับประทานร่วมกับยาที่มีผลเป็นกรดในกระเพาะอยู่แล้ว น้ำผลไม้ยังส่งผลต่อการดูดซึมยาบางชนิด เช่น ยาสำหรับความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจล้มเหลว และอาการแพ้
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ – ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสร้างปัสสาวะมากขึ้น หากรับประทานพร้อมกันกับยาขยายหลอดเลือดหรือยาขับปัสสาวะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวมากเกินไป ทำให้สูญเสียน้ำออกจากร่างกายมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำ เวียนศีรษะ และอาจเป็นลมหมดสติ นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับอักเสบหรือตับแข็ง การทานยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่ขับออกจากร่างกายทางตับ ยิ่งเซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น แม้จะรับประทานยาตามปกติ
  • น้ำอัดลม มีทั้งความเป็นกรดและน้ำตาลสูง ซึ่งขัดขวางการทำงานของยาบางชนิด เช่น ยาลดกรด ยาขยายหลอดลม

เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ยาในการรักษาโรคมีเคล็ดลับง่ายๆ เพียงใช้ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรของคุณเท่านั้น อ่านฉลากยา ใช้ยาในปริมาณที่เหมาะสม ตรงเวลา และอย่าหยุดรับประทานด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เป็นสิ่งสำคัญที่จะไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือเชื่อสิ่งที่แชร์บนโซเชียลมีเดียโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนหรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

.
ที่มาข้อมูล