in

7 อันตรายต่อสุขภาพหากติด “มือถือ” มากเกินไป

7 อันตรายต่อสุขภาพหากติด “มือถือ” มากเกินไป

7 อันตรายต่อสุขภาพ หากคุณติด

เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยี นวัตกรรม อิเล็กทรอนิกส์ และโลกดิจิทัลเฟื่องฟูมาก สิ่งเหล่านี้มีบทบาทในการใช้ชีวิตของคนทุกวัย เพราะมันทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นและสบายขึ้น ไม่มีเหตุผลที่เราจะปฏิเสธประโยชน์ของมันต่อชีวิตของเรา

แต่ในเวลานี้ เทคโนโลยีบางอย่างอาจจำเป็นในชีวิตประจำวันของเราที่จะกลายเป็นปัจจัยที่ห้าในชีวิต กลายเป็นภัยใกล้ตัว “มีอันตรายต่อสุขภาพ” โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ “ติดหน้าจอ” ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสมาร์ทโฟน จอแทปเล็ต หรือจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเราใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้พักใช้ทุกวัน ดังนั้นอาจกลายเป็นสาเหตุของโรคจากการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยไม่รู้ตัว ส่งผลต่อสุขภาพกาย จิตใจ และสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม

Tonkit360 ต้องการทุกคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ ตระหนักถึงความเจ็บป่วยและปัญหาสุขภาพที่มาในยุคเทคโนโลยีปัจจุบันมากขึ้น มีโรคอะไรบ้าง? มาดูกัน.

  1. อาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตา

แสงที่มนุษย์ทุกคนมองเห็นได้ในช่วงแสงสีขาว ซึ่งแสงสีขาวสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 สี (แดง ม่วง ส้ม เหลือง ฟ้า/น้ำเงิน คราม และเขียว) มักพบเห็นได้ทั่วไป เช่น แสงแดด และหลอดไฟ แต่แสงที่กระทบคนส่วนใหญ่มากที่สุดคือแสงสีฟ้า สีน้ำเงินผสมกันในช่วงสีน้ำเงินและสีคราม นอกจากนี้ยังเป็นแสงพลังงานสูงที่คล้ายกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ทำให้เป็นหนึ่งในแสงที่สามารถเข้าสู่เรตินาได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเราใช้หน้าจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต เราต้องเพ่งสายตาไปที่หน้าจอที่สว่างจ้าเหล่านั้น หากจ้องนานเกินไป อาจส่งผลเสียต่อดวงตาได้หลายประการ เช่น ปวดตา ปวดตา ตาแห้ง ตาพร่ามัว สำหรับเด็กเล็กอาจเกิดปัญหาสายตาสั้นได้ และอาจทำให้เซลล์ในดวงตาตายซึ่งหนักถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น หากเราไม่ดูแลและปกป้องดวงตาของเราให้ดี

โดยอันตรายจากการมองแสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์ สามารถทำลายจอประสาทตา (retina) ได้ อาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนบางอย่าง เช่น ปวดตา ระคายเคือง ตาแห้ง ตาพร่ามัวในบางครั้ง ปวดตาบ่อยและอาจมีอาการไมเกรนร่วมด้วย อาจทำให้เกิดโรคตาได้ เช่น Computer Vision Syndrome, จอประสาทตาเสื่อม, ต้อกระจก, จอประสาทตาเสื่อม หรือ สายตาสั้นเทียม

  1. ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ กระดูก ข้อ

มันจะดูเหมือนพนักงานออฟฟิศที่ถูกออฟฟิศซินโดรมโจมตี ซึ่งกรณีนี้หลีกเลี่ยงได้ยากเพราะเป็นงาน แต่การติดอิเล็คทรอนิคส์หรือเทคโนโลยีประเภทอื่นที่ครอบงำทั้งวันโดยไม่ทำอะไรเลย? ก็สามารถทำให้เกิดโรคที่คล้ายกับออฟฟิศซินโดรมได้เช่นกัน ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ โรคกล้ามเนื้อและกระดูก. เกิดจากการนั่งที่ไม่เหมาะสมเช่นกัน

อาการที่มักพบบ่อย ได้แก่ นิ้วล็อค ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดไหล่ อาจรวมถึงกระดูกเสื่อม ข้อต่อกระดูก หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่คอ อาการข้อศอกของมือถือจะชาหรือรู้สึกเสียวซ่าที่ปลายแขนและมือ เนื่องจากถือสมาร์ทโฟนโดยงอแขนเป็นมุมที่แคบกว่า 90 องศานานเกินไป

หรืออาจเป็น RSI (Repetitive Strain Injury) ที่ทำให้เรามีอาการตึงหรือปวดข้อ รวมถึงปวดข้อมือ นิ้วมือ มือ แขน ข้อศอก มือชาหรืออ่อนแรง มือไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการใช้ข้อมือเป็นเวลานานๆ ซ้ำๆ และสม่ำเสมอ

  1. ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร/ทางเดินอาหาร

หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะมีเนื้อหาที่นำเสนอความรู้ว่ามือถือที่เราใช้ทุกวัน อาจจะสกปรกกว่าห้องน้ำโดยสถาบันวิจัยชื่อไหน? จากประเทศอังกฤษ มีการวิจัยว่าแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์มีแบคทีเรียมากกว่าโถชักโครกถึง 20 เท่า Staphylococcus Aureus แบคทีเรียที่ทำให้เกิดสารพิษและทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องร่วง หากเราสัมผัสอุปกรณ์เหล่านั้นและไม่ล้างมือ เชื้อโรคจะปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

อีกทั้งพฤติกรรมการติดโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดปัญหากับอวัยวะย่อยอาหารและการขับถ่าย เช่น การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพแต่เคลื่อนไหวร่างกายน้อยๆ และพวกที่ชอบนั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ท้องผูก ท้องเสีย หรือเป็นริดสีดวงทวารได้

  1. โรคอ้วน/ภาวะทุพโภชนาการ

แม้ว่าพฤติกรรมการติดโทรศัพท์มือถือไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วนโดยตรง แต่สำหรับผู้ที่เน้นเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยนั่งทั้งวันไม่ยอมลุกเดินหรือขยับร่างกายไปทำอย่างอื่น เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเรื้อรังอื่นๆ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไซมอน โบลิวาร์ (SBU) ประเทศโคลอมเบีย ระบุว่าคนหนุ่มสาวที่มีพฤติกรรมเสพติดสมาร์ทโฟน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

การศึกษาได้ตรวจสอบพฤติกรรมนักศึกษา 1,060 คนจากคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มทส. สตรี 700 คน และชาย 360 คน ผู้เข้าร่วมประชุมอายุ 19-20 ปี โดยเล่นบนสมาร์ทโฟนมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มที่จะดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล พวกเขากินอาหารจานด่วน ของหวาน และของว่างมากกว่าคนที่ไม่ติดมันถึง 2 เท่า และยังทำให้พวกเขาออกกำลังกายน้อยลงอีกด้วย ส่งผลให้โรคอ้วนและโรคที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพิ่มขึ้น 43%

หรืออีกมุมหนึ่งการเสพติดมือถือและมีนิสัยชอบนั่งหรือจดจ่ออยู่กับหน้าจอทั้งวันก็ทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการในกลุ่มที่กำลังเติบโตได้ เพราะมีโอกาสสูงที่จะเล่นโทรศัพท์ทั้งวันโดยไม่สนใจวันและเวลาของ มื้อ. หรือถ้าหิวก็หันไปทานอาหารสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ดที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายจึงทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย (โรคอ้วนก็ขาดสารอาหารเช่นกัน)

  1. สภาพจิตใจ

มันเป็นความผิดปกติทางอารมณ์และจิตใจ เกิดจากการติดโทรศัพท์ ติดโซเชียล ติดเกม และเทคโนโลยีมีประโยชน์มาก แต่ถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ขาดการควบคุม ใช้ในทางที่ผิด ก็ยังเป็นจุดโทษ ที่ชัดเจนที่สุดคือด้านอารมณ์ของผู้ติดโทรศัพท์มือถือที่ขาดไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาไม่มีโทรศัพท์? ซึ่งจะทำให้พวกเขาวิตกกังวล โกรธ เหงา ไม่มั่นคง ไม่มั่นคง หงุดหงิด ก้าวร้าว เป็นต้น บางคนมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และควบคุมตนเอง รวมถึงความเครียดจากการบริโภคข่าวเชิงลบตลอดเวลา

บางคนอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคที่ทนไม่ได้ คนหงุดหงิด วิตกกังวล ใจร้อน เวลาเน็ตช้า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาด้วยทฤษฎีสมคบคิดในชีวิตจริง ถูกข่าวปลอมหลอกได้ง่าย และติดอยู่ในห้องสะท้อนกลับ ไม่ยอมเปิดใจรับฟังสิ่งที่ไม่ชอบ อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลเกิดจากการรอหรือรอโทรศัพท์ หรือตอบกลับข้อความบ้าๆ สำหรับการกดไลค์ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์ข้อความ กลัวหลุดหรือ FOMO และไม่สามารถเป็นมือถือหรือ nomophobia หมกมุ่นอยู่กับการใช้โทรศัพท์ของคุณมากเกินไป

  1. ปัญหาสังคม

เพราะการติดหน้าจอ ทำให้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวเราน้อยลง แม้ว่าเรากับเพื่อนจะนั่งด้วยกัน แต่มีเรื่องให้พูดถึงน้อยมาก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งความสนใจไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง แทนที่จะพูดหรือโต้ตอบกับคนตรงหน้า ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าผู้ที่ติดโทรศัพท์มือถือติดโซเชียลจะถูกแยกออกจากสังคม แล้วไปมีโลกส่วนตัวมากขึ้นในโลกออนไลน์ พวกเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับคนอื่น ตราบใดที่พวกเขามีโทรศัพท์อยู่ในมือ

Pew Research Center สถาบันวิจัยจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ทำการศึกษาผู้ใช้สมาร์ทโฟนและพบว่าผู้คนมากกว่า 82 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาในการสนทนาในชีวิตจริง เพราะพวกเขาเลือกพิมพ์ข้อความสนทนามากขึ้น รูปแบบการโต้ตอบที่ควรยึดตามการสื่อสาร การแสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าและแววตาจะหายไป สมาธิสั้น และการอ่านน้อยลง ทำให้มีประสิทธิภาพในการพูดคุยกับผู้อื่น ลดลงตามไปด้วย ขาดการเรียนรู้การใช้ภาษารูปแบบอื่น เพราะการสื่อสารออนไลน์มักจะใช้คำสั้นๆ เท่านั้น เลยมีปัญหาเวลาต้องคุยกับคนอื่นจริงๆ

  1. เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งสมองและโรคทางสมอง

ย้ำว่าเป็น “ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น” ไม่ได้หมายความว่าการใช้สมาร์ทโฟนจะทำให้เกิดมะเร็งเสมอไป ซึ่งเกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ส่งตรงไปยังอุปกรณ์สื่อสารระหว่างการใช้งานของเรา การใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานานกว่า 10 ปี สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งสมองได้ถึง 2 เท่า มะเร็งเกิดขึ้นที่ด้านข้างของสมองที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นประจำ

นอกจากนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นแน่นอนคือมันส่งผลต่อการทำงานของสมอง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้ทดสอบว่าโทรศัพท์ปิดอยู่หรือเปิดอยู่ คว่ำหน้าหรือคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ (และวางไว้ใกล้ตัว) สามารถบั่นทอนประสิทธิภาพของสมองลงได้ วางสมาร์ทโฟนไว้ใกล้ตัว ทำให้สมองส่วนหนึ่งเป็นกังวลหรือนึกถึงมือถือตลอดเวลา จุดนี้ทำให้พลังสมองหมดไป ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง อาจส่งผลต่อความจำ

นอกจากนี้การวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถืออีกด้วย ว่าสามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ของมนุษย์ และอาจทำให้เกิดมะเร็งหรือเนื้องอกในสมองได้เช่นกัน พวกเขามีคำแนะนำที่ควรปฏิบัติตาม หากต้องการรับสาย โปรดรักษาระยะห่างก่อนพูดคุยตามปกติ

.
ที่มาข้อมูล