in

6 สาเหตุ 7 วิธีการลด “กลิ่นตัว” ปัญหาที่หลายคนกังวล

6 สาเหตุ 7 วิธีการลด “กลิ่นตัว” ปัญหาที่หลายคนกังวล

6 สาเหตุ 7 วิธีลด "กลิ่นตัว" ปัญหาที่หลายคนกังวล

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้สาวๆ หมดความมั่นใจ นั่นคือปัญหาของ “กลิ่นตัวแรง” แม้ว่าคุณจะฉีดน้ำหอมมากแค่ไหน หากเหงื่อออกในความร้อนยิ่งมีกลิ่นแรง

ร่างกายของเรามีต่อมจำนวนมากที่สร้างกลิ่น หนึ่งในนั้นคือต่อมเหงื่อ Apocrine ซึ่งอยู่ในรักแร้ของเรา ต่อมนี้เริ่มทำงานเมื่อเราเข้าสู่วัยรุ่น โดยสร้างเหงื่อหรือสารสีขาวขุ่นที่มีกลิ่นคล้ายฟีโรโมนออกมา โดยธรรมชาติแล้วสารนี้ไม่มีกลิ่น แต่กลิ่นเหม็นอับที่เกิดขึ้นเกิดจากการสลายของเหงื่อที่สัมผัสกับแบคทีเรียที่สะสมในร่างกายของเรา เรามาดูวิธีการลดและทำให้เกิดกลิ่นตัวกัน

สาเหตุของกลิ่นตัว

  1. เสื้อผ้าเปียก การใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับชื้นหรือซักไม่ได้ทำให้ร่างกายสะสมแบคทีเรีย เมื่อร่างกายเหงื่อออกจะทำให้ได้กลิ่นง่ายมาก
  2. การรับประทานอาหาร เช่น อาหารรสจัดหรือฉุน จะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกได้ง่าย ไม่เพียงแต่กลิ่นตัวเท่านั้น แต่ปัญหากลิ่นปากอาจตามมาด้วย
  3. เกิดในระบบธรรมชาติของร่างกาย เพราะร่างกายมีต่อมสร้างกลิ่นเช่น ต่อมเหงื่อ Apocrine ที่อยู่ในรักแร้
  4. ฮอร์โมน เพราะบางคนมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมากกว่าฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น ปัญหาสิว หน้ามัน รวมถึงกลิ่นตัว
  5. โรคบางชนิด อาจทำให้เหงื่อออกมากเกินไปและมีกลิ่นตัว เช่น โรคทางสมอง โรคหัวใจ วัณโรค ไทรอยด์ โรคคอพอก โรคตับ โรคไต หรือแม้กระทั่งใกล้หมดประจำเดือน
  6. อารมณ์ (ความเครียด ความโกรธ หรือความตกใจ) หลายคนอาจไม่ทราบว่าอารมณ์นั้นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้ต่อมเหงื่อมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ คุณอาจเห็นคนบางคนมีเหงื่อออกบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรือมือก่อนหรือขณะทำงานสำคัญๆ เช่น เตรียมนำเสนองาน สัมภาษณ์งาน สอบ ฯลฯ เพราะเขาเครียดและเครียด ส่งผลให้ร่างกายผลิตเหงื่อออกมาก และยิ่งคุณเหงื่อออกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีกลิ่นเหมือนสิ่งรบกวนคนรอบข้างคุณมาก

วิธีลดกลิ่นตัว

  1. อาบน้ำให้สะอาด ในฐานะผู้หญิง คุณต้องรักษาความสะอาดให้มากขึ้น โดยเฉพาะการอาบน้ำ เพราะในแต่ละวันเราต้องเผชิญกับเหงื่อ มลภาวะ และแบคทีเรียต่างๆ ที่สัมผัสกับร่างกายของเรา ต้องคอยขัดทุกซอกทุกมุมให้สะอาด ขัดขี้ไคลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง เลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น ขจัดคราบ และกลิ่นหอม จะทำให้การอาบน้ำแต่ละครั้งมีความมั่นใจมากขึ้น
  2. เสื้อผ้าต้องสะอาด หมั่นซักบ่อยๆ เสื้อผ้าที่ใส่ต้องสะอาด ไม่อับชื้น ไม่ใช้ซ้ำ ไม่ซ้อน เพราะเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่เราต้องใส่ทุกวัน หากเหงื่อตกกระทบกับแบคทีเรียในเสื้อผ้า จะทำให้กลิ่นตัวแย่ลง
  3. รักแร้ต้องสะอาด ผู้หญิงหลายคนมีปัญหาขนรักแร้ ขนรักแร้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดีสำหรับแบคทีเรีย การล้างบริเวณรักแร้บ่อยครั้ง ด้วยน้ำสะอาดสามารถลดปริมาณสารที่ก่อให้เกิดกลิ่นที่หลั่งจากต่อมกลิ่นได้ การซักด้วยสบู่น้ำยาฆ่าเชื้อจะลดจำนวนแบคทีเรีย แต่ไม่ควรล้างบ่อยเพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  4. งดอาหารบางชนิด เช่นเครื่องเทศและอาหารที่มีโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ พืชตระกูลถั่ว กระเทียม หัวหอม เต้าเจี้ยว ผักชี แกง แฮม ปลาทูน่า เป็นต้น รวมทั้งอาหารรสเผ็ด ล้วนมีส่วนทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะต่อมเหงื่อจะขับไขมันออกมากขึ้น ซึ่งคนที่กินอาหารเหล่านี้มากจะมีกลิ่นตัวแรงมาก
  5. ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุม/กำจัดกลิ่นตัว น้ำหอมเป็นสิ่งที่หลายคนใช้ในการดับกลิ่นร่างกาย หรือเสริมความมั่นใจให้ตัวเองมีกลิ่นหอมมากขึ้น แต่น้ำหอมอาจไม่เหมาะกับสาวๆ มีเหงื่อออกมาก เพราะสารเคมีในน้ำหอมหากโดนเหงื่อจะทำให้เกิดกลิ่นฉุนแทนกลิ่นหอมได้
  6. โรลออนเพื่อลดเหงื่อโดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่เหงื่อออกมาก โรลออนแบบธรรมดาอาจไม่สามารถจัดการได้ ลองเปลี่ยนไปใช้โรลออนโดยเฉพาะเพื่อรักษาอาการเหงื่อออกมากเกินไปหรือยาระงับเหงื่อ ซึ่งโรลออนชนิดนี้ มีส่วนผสมของ Aluminium Chloride ที่มีฤทธิ์ในการควบคุมเหงื่อ และช่วยลดขนาดรูขุมขนในบริเวณใต้วงแขนให้เล็กลง ทำให้ต่อมเหงื่อแคบลง และเหงื่อไม่ไหล และเลือกชนิดที่มีส่วนผสมของสารระงับกลิ่นกายหรือระงับกลิ่นกาย เพราะจะทำให้ใต้วงแขนของคุณไร้กลิ่นตลอดทั้งวัน
  7. ฉีดโบท็อกซ์ดับกลิ่น นี่เป็นวิธีสุดท้ายที่เราจะแนะนำ เพราะถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของการฉีดโบท็อกซ์เป็นการชั่วคราวหยุดเส้นประสาทที่กระตุ้นต่อมเหงื่อ จึงทำให้เหงื่อออกลดลง แต่สามารถอยู่ได้ภายใน 3-6 เดือนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่นๆ

กลิ่นกาย เป็นปัญหาใหญ่ที่สาวๆควรแก้ไขทันที ไม่ใช่แค่ฉีดน้ำหอมแล้วกลิ่นจะหายไป กลิ่นตัวเกิดได้จากหลายสาเหตุ คุณต้องจับตาดูตัวเองว่าเหงื่อออกมากขนาดไหน และพฤติกรรมไหนทำให้เกิดกลิ่นเหม็นบ้าง เราจะแก้ไขให้ตรงจุด อย่าให้กลิ่นตัวมาหยุดความมั่นใจในตัวเอง สำหรับใครที่ชอบความรู้แบบนี้ สามารถติดตามเนื้อหาดีๆ ได้ที่ iNN Lifestyle

.
ที่มาข้อมูล