in

6 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “มะเร็งเต้านม” พร้อมวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

6 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “มะเร็งเต้านม” พร้อมวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

6 สัญญาณอันตรายเสี่ยง "มะเร็งเต้านม" และวิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง

มะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง สถิติปัจจุบันพบ 30-40 คน ต่อ 100,000 คน พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในผู้ชาย พบได้เพียง 1% ของมะเร็งทั้งหมดในผู้ชาย พบมากในช่วงอายุ 45-50 ปี เกิดจากหลายสาเหตุทั้งกรรมพันธุ์และความผิดปกติที่ตามมา

เพื่อให้สาวๆห่างไกลโรคมะเร็งเต้านม นพ. ชุตินันท์ วัชรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัย – เอกซเรย์วินิจฉัยขั้นสูงและรังสีบำบัดร่วมของโรงพยาบาลนวเวชเต้า จึงมามอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมทั้งแนะนำแนวทางการตรวจเต้านม

ปัจจัยเสี่ยง

  1. ประวัติมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ในญาติสนิท ได้แก่ แม่ พี่สาว หรือน้องสาว
  2. เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน
  3. มีประวัติของการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม รวมทั้งยีน BRCA1 และ BRCA2
  4. ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีลูกคนแรกที่อายุเกิน 30
  5. ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วและหมดประจำเดือนช้าหรือใช้การบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทนมานานกว่า 10 ปี
  6. ใช้ส่องบริเวณหน้าอก

6 สัญญาณอันตราย เสี่ยง “มะเร็งเต้านม” ความผิดปกติที่ควรพบแพทย์ทันที

  1. รู้สึกมีก้อนเนื้อบริเวณเต้านมหรือรักแร้
  2. หัวนมเว้าหรือเป็นแผล
  3. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น ลักยิ้ม หนาขึ้น แดง ความร้อน หรือการเปลี่ยนสี
  4. เต้านมมีขนาดหรือรูปร่างเปลี่ยนไป
  5. มีเลือดหรือของเหลวจากหัวนม
  6. มีรอยแผลเป็นที่รักษายากรอบๆ เต้านมและหัวนม

แนวทางการตรวจแมมโมแกรม

  1. ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งหลังจากอายุ 20
  2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป หลังจากอายุ 40 ปี ควรตรวจทุก 1 ปี
  3. ควรทำแมมโมแกรมและ/หรืออัลตราซาวนด์ในช่วงอายุ 35-40 ปี 1 ครั้งหลังอายุ 40 ปีควรทำทุกๆ 1 ปี
  4. หากมีญาติสนิทเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ การตรวจควรเริ่มเมื่ออายุ 5 ปี หลังจากลบญาติออก

วิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง

  1. การตรวจประจำเดือนโดยการตรวจหลังมีประจำเดือนเป็นเวลา 7-10 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนและตรวจในวันเดียวกันของทุกเดือน
  2. ยืนหน้ากระจกเห็นความเปลี่ยนแปลงของหน้าอกทั้ง 2 ข้าง ทั้งขนาด รูปร่าง หัวนม ผิวสัมผัส
  3. ยกแขนทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะแล้วค่อยๆ หมุนตัว เพื่อดูด้านข้าง
  4. วางมือบนเอวแล้วเอนไปข้างหน้า
  5. ใช้นิ้วบีบหัวนมเบาๆ เพื่อดูว่ามีน้ำ เลือด หรือหนองไหลออกมาหรือไม่
  6. เริ่มรู้สึกว่าเต้านมของคุณอยู่ในท่ายืน ใช้มือซ้ายตรวจเต้านมขวา ใช้สามนิ้ว ได้แก่ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง กดเบา ๆ ลงบนผิวหนังเหนือเต้านมถึงรักแร้ หลังจากนั้นให้สลับไปอีกด้านหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน
  7. นอนหงายหมอนข้างใต้ไหล่เพื่อตรวจดู แล้วสัมผัสเต้านมในลักษณะเดียวกับการยืน

ตรวจเต้านมโดยแพทย์

  1. แมมโมแกรม เป็นการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษที่คล้ายกับการเอกซเรย์ เริ่มเมื่ออายุ 35-40 ปี กรณีไม่มีอาการ และทุกปีเมื่ออายุมากกว่า 40 ปี เคยตรวจดูก้อนเล็กๆ แคลคูลัส การดึงเต้านมกลับมา
  2. อัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ตรวจได้ทุกวัย สามารถตรวจหาก้อน ซีสต์ ท่อน้ำนม และต่อมน้ำเหลือง โดยจะทำการตรวจร่วมกับการตรวจแมมโมแกรมในผู้ป่วยอายุเกิน 40 ปี แต่ไม่สามารถแทนที่แมมโมแกรมได้เพราะมองไม่เห็นแคลคูลัส
  3. MRI ทำในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เต้านมหนาแน่นมาก หรือตรวจพบความผิดปกติจากแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์มาก่อน
  4. การตรวจชิ้นเนื้อ เมื่อตรวจพบความผิดปกติของเต้านม แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจทางพยาธิวิทยา โดยใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อผ่านเครื่องมือหาตำแหน่ง รวมทั้งเครื่องอัลตราซาวนด์ หรือแมมโมแกรมเจาะได้อย่างแม่นยำ

.
ที่มาข้อมูล