in

5 พืช-ผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตห้ามกิน เสี่ยงอันตราย-ฟอกไตตลอดชีวิต

5 พืช-ผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตห้ามกิน เสี่ยงอันตราย-ฟอกไตตลอดชีวิต

5 พืช-ผลไม้ ที่ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรกิน เสี่ยงอันตราย - ฟอกไตตลอดชีวิต

นพ.นันทพล พงศ์รัตนมาน ที่ปรึกษาแผนกศัลยศาสตร์หลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หรือ หมอท็อป อธิบายว่า โรคไตมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะไตวายเรื้อรัง

ภาวะไตวายเรื้อรัง อาจมีอาการจากโรคอื่นมาก่อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เมื่ออาการจากโรคเหล่านี้เป็นเวลานานอาจทำให้ไตวายและต้องเข้ารับการฟอกไต

ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งแตกต่างจากภาวะไตวายเรื้อรังที่เป็นอาการของสาเหตุในทันที ทำให้เราได้รับการฟอกเลือดฉุกเฉินซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อาจเกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้เสียเลือดมาก การได้รับยาอย่างผิดปกติ อาการแพ้จากการถูกสัตว์กัดต่อยหรือต่อย หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่อาจทำให้ไตวายเฉียบพลันได้ ต้องฟอกไตทันที

5 พืชและผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรทานอันตราย

ข้อมูลจาก รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ระบุผลไม้ที่คนเป็นโรคไตไม่ควรทานดังนี้

  1. สตาร์แอปเปิ้ล

มะยมเปรี้ยวเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของไตมากกว่ามะยมหวาน เพราะมะยมเปรี้ยวมีออกซาเลตมากกว่ามะยมหวานถึง 4 เท่า หรือโดยเฉพาะน้ำผลไม้เท่านั้นที่จะดื่ม จะทำให้ร่างกายได้รับออกซาเลตในปริมาณมาก ออกซาเลตจับกับแคลเซียมในร่างกาย ลายเป็นแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งอาจทำให้เกิดนิ่วและการอุดตันของท่อไต ทำให้ไตวายเฉียบพลันและอาจต้องฟอกไตอย่างเร่งด่วน

นอกจากมะเฟืองแล้ว ยังมีผักและผลไม้อีกมากมายที่มีออกซาเลตสูง เช่น บีทรูท มันสำปะหลัง เผือก อัลมอนด์ และโกโก้

อย่างไรก็ตาม ผลไม้และผักที่มีออกซาเลตสูงเหล่านี้สามารถรับประทานได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อไต หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป ให้สลับรับประทานอาหารหลายๆ อย่างและดื่มน้ำให้มาก ๆ สามารถลดการสะสมของออกซาเลตในร่างกายได้

  1. เชอร์รี่

แม้ว่าเชอร์รี่จะเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และมีประโยชน์มาก แต่ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังในการรับประทานอาหาร เพราะผลเชอรี่นั้นมีโพแทสเซียมสูง หากคุณเป็นโรคไตวายระดับ 4 หรือ 5 คุณควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีสีเข้ม เช่น สีส้มและสีแดง เพราะมีโพแทสเซียมสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงในการรับการบำบัดด้วยการฟอกไต

นอกจากนี้ เมล็ดเชอร์รี่ยังมีไฮโดรเจนไซยาไนด์ หากไม่รับประทานเมล็ดพืชก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ถ้าเมล็ดถูกบดหรือหักและกินเข้าไป อาจทำให้ร่างกายได้รับสารพิษนี้ หากรับประทานในปริมาณมาก อาจทำให้ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน วิตกกังวล และอาเจียน นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดปัญหาหัวใจ ความดันโลหิต ไตวาย และแม้กระทั่งช็อก

นอกจากเมล็ดเชอร์รี่แล้ว ไฮโดรเจนไซยาไนด์ยังพบได้ในเมล็ดผลไม้อื่นๆ เช่น แอปเปิลและแอปริคอต

  1. สำเนียง

ลูกเนียงเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย เนียงมีสารพิษที่เรียกว่า gencolic acid ซึ่งเกิดจากกรดอะมิโนที่มีกำมะถันสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวายเฉียบพลันและอาจต้องฟอกไต มีรายงานว่าอาการผิดปกติที่เกิดจากเมล็ดเนียงพบได้ตั้งแต่ 1-20 เม็ด พิษอาจเกิดขึ้นได้ประมาณ 2-14 ชั่วโมงหลังจากกลืนกินลูกเนียง และอาจมีอาการเจ็บบริเวณขาหนีบ ปัสสาวะเจ็บปวดมากแต่ปัสสาวะลำบากหรือปัสสาวะไม่ได้เลยเพราะไตเริ่มหยุดทำงานหรืออาจพบปัสสาวะขุ่นหรือมีเลือดปนในปัสสาวะเช่นกัน คุณอาจมีอาการปวดท้อง ปวดหลัง คลื่นไส้และอาเจียน ความดันโลหิตสูง ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษเพิ่มขึ้น ได้แก่ การดื่มน้ำน้อยรวมถึงการรับประทานเมล็ดเหนียงดิบรวมทั้งผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง อาจเพิ่มอันตรายต่อไตมากยิ่งขึ้น

ถ้าอยากกินลูกเนียงอย่างปลอดภัย เนียงก็ควรหั่นเป็นแผ่นบางๆ จากนั้นนำไปตากแดดหรือต้มในน้ำผสมเบกกิ้งโซดา 10 นาที สามารถลดกรดเจนโคลิกได้ประมาณครึ่งหนึ่ง จะกินได้ แต่ต้องระวังเวลากินลูกเนียง อย่ากินเยอะ

  1. หญ้าไผ่น้ำ

ที่จริงหญ้าไผ่น้ำเป็นพืชที่มีคุณสมบัติบำรุงไต ขับปัสสาวะ และลดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ การรักษาต่อมลูกหมากโตสามารถบรรเทาอาการบวมได้ แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีโรคไตเรื้อรังสำหรับผู้ป่วยโรคไต หากรับประทานหญ้าไผ่น้ำมาก ไตของคุณอาจจะทำงานหนักกว่าปกติ อาจเสี่ยงต่อภาวะไตวายเฉียบพลันได้

นอกจากหญ้าไผ่แล้ว ยังมีพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติขับปัสสาวะที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง เช่น หนวดแมว กระเจี๊ยบเขียว ว่านหางจระเข้

  1. ผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม สีแดง

ผลไม้สีเหลือง ส้ม สีแดง เช่น กล้วย ทุเรียน มะม่วงสุก ลูกพลับ เป็นต้น ผลไม้เหล่านี้มีน้ำตาลสูง มีโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตที่ไตทำงานไม่ค่อยดีในการขับโพแทสเซียมส่วนเกินออกจากร่างกาย ดังนั้นปริมาณโพแทสเซียมในเลือดจึงอาจสูงเกินไป อาจทำให้ไตวายเฉียบพลันรวมทั้งหัวใจเต้นผิดปกติได้

อย่างไรก็ตามห้ามรับประทานเลย แต่ควรเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป ไม่รับประทานแทนมื้ออาหาร เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำร้ายการทำงานของไต

.
ที่มาข้อมูล