in

5 ข้อควรรู้ เสริมภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 ด้วย “ไฟโตนิวเทรียนท์”

5 ข้อควรรู้ เสริมภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 ด้วย “ไฟโตนิวเทรียนท์”

5 ข้อควรรู้ เสริมภูมิคุ้มกันต้านโควิด-19 ด้วย “ไฟโตนิวเทรียนท์”

เมื่อพูดถึงระบบภูมิคุ้มกัน เราอาจนึกถึงหน้าที่ในการต่อสู้กับไวรัสหรือไข้หวัดใหญ่ แต่เราจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีได้อย่างไร? หากไม่เลือกอาหารที่มีสารอาหารเข้าไปช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่เป็นหนึ่งในตัวเลือกในการลดความเสี่ยงของอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ในยุคปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ ดร. ศิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา ภาควิชาโภชนาการและการควบคุมอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในปี 2564 ให้เกียรติร่วมแบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจและมีประโยชน์นอกเหนือจากข้อมูลในการประชุมวิชาการ โดยแนะนำ 5 สิ่งที่คุณควรทราบ รู้เกี่ยวกับไฟโตเคมิคอลหรือไฟโตนิวเทรียนท์ ที (Phytonutrients) ที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับการแพร่กระจายของ COVID-19 ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  1. ประโยชน์มากมายของไฟโตนิวเทรียนท์ กลุ่มสารอาหารที่ได้จากผักและผลไม้ 5 สีมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 Phytonutrients มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
  2. พลังของผักและผลไม้สีเขียว ผักใบเขียวโดยเฉพาะในตระกูลกะหล่ำซึ่งมีสารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบที่ดี และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย
  3. เบต้าแคโรทีนช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบในผักและผลไม้สีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง ส้ม และมะเขือเทศกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
  4. ปริมาณผักและผลไม้ที่คุณต้องกิน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ลดแป้งและไขมัน เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ในแต่ละวันและบริโภคเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถของอนุมูลอิสระและลดการอักเสบในร่างกาย องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้แนะนำว่าควรบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณ 400 กรัมต่อวันหรือ 5 เสิร์ฟ (80 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคหรือประมาณ 1 กำมือ) และควรลดปริมาณแป้งและไขมัน .
  5. เคล็ดลับโภชนาการเพื่อสุขภาพ องค์การอนามัยโลกได้แนะนำโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีในช่วง COVID-19 นี่คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกวัน ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว รักษาภาชนะให้สะอาดและล้างมืออย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ไฟโตนิวเทรียนท์คืออะไร? และประโยชน์ของผักและผลไม้ 5 สี

สารเคมีที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพพบได้เฉพาะในพืชเท่านั้น สารกลุ่มนี้เป็นสารที่สร้างพืช ผักและผลไม้มีสี กลิ่น หรือรสเฉพาะ มีมากกว่า 1,000 ชนิดและโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างกัน แต่ละสีที่ปรากฏบนผิวผักและผลไม้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย มีกลไกในการดูแลและป้องกันสุขภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้น วันนี้ผมจึงขอพูดถึงประโยชน์ของไฟโตนิวเทรียนท์ในผักและผลไม้ 5 สี ดังนี้

  • สีแดง ประกอบด้วยไลโคปีนและกรดเอลลาจิก

ผลประโยชน์: ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยทำให้สุขภาพของต่อมลูกหมาก หัวใจ และหลอดเลือดดีขึ้น

พบในผักและผลไม้: มะเขือเทศ สตรอเบอร์รี่ แตงโม และแอปเปิ้ลแดง เป็นต้น

  • ส้ม มีเบต้าแคโรทีนและเฮสเพอริดิน

ผลประโยชน์: ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาสุขภาพดวงตา ยับยั้งการเสื่อมของเซลล์ ชะลอความชรา และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

พบในผักและผลไม้: ส้ม มะนาว มะขาม มะละกอ แครอท เป็นต้น

  • เขียว ประกอบด้วยไอโซฟลาโวน gCG ลูทีน/ซีแซนทีน และไอโซไทโอไซยาเนต

ประโยชน์: ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างสุขภาพของเซลล์หรือช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ สนับสนุนการทำงานของหลอดเลือด สุขภาพปอด และส่งเสริมการทำงานของตับ

พบในผักและผลไม้: บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ผักบุ้ง คะน้า มะระ เป็นต้น

  • สีม่วง ประกอบด้วยแอนโธไซยานินและเรสเวอราทรอล

ประโยชน์: ระบบความจำของสารต้านอนุมูลอิสระ สุขภาพหัวใจ สนับสนุนการทำงานของหลอดเลือดแดง

พบในผักและผลไม้: กะหล่ำปลีม่วง องุ่น ลูกพรุน เป็นต้น

  • สีขาว ประกอบด้วยอัลลิซินและเควอซิติน

ผลประโยชน์: ช่วยให้สุขภาพกระดูกดีขึ้น ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น สนับสนุนการทำงานของหลอดเลือดแดง เป็นสารอนุมูลอิสระที่ดีที่มีผลในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และยับยั้งเซลล์มะเร็ง

พบในผักและผลไม้: กระเทียม หอมใหญ่ ต้นหอม เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าไฟโตนิวเทรียนท์ประกอบด้วยสารที่ได้จากผักและผลไม้ที่มีด้วยกัน 5 สี การเลือกกินผักและผลไม้ที่มีหลากสีในแต่ละวันจะช่วยเราได้ รับประโยชน์จากไฟโตนิวเทรียนท์ทั้งหมด รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ

.
ที่มาข้อมูล