in

10 อาการบาดเจ็บจากการกีฬาที่พบบ่อย และวิธีรักษา

10 อาการบาดเจ็บจากการกีฬาที่พบบ่อย และวิธีรักษา

10 อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบบ่อยและวิธีรักษา

  • การออกกำลังกายอย่างเข้มข้นเกินไปอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บซึ่งส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อของร่างกาย

  • ควรหยุดใช้ส่วนของร่างกายที่บาดเจ็บทันที โดยเฉพาะในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บและ 48 ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนในรูปแบบใดๆ

  • กรณีใช้ยาและกายภาพบำบัดไม่ได้ผลหรือมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscope) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียง ฟื้นตัวเร็วขึ้น การส่องกล้องสามารถทำได้ในบริเวณที่มองเห็นได้ยากด้วยการผ่าตัดปกติ ทำให้การรักษาแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน แต่การออกกำลังกายนั้นรุนแรงเกินไป อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ ซึ่งส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อของร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่รับน้ำหนัก เช่น บริเวณหัวเข่าหรือข้อเท้า

การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

นพ. พีรพัฒน์ รุจิวิทย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า การเล่นกีฬาและทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือแม้แต่สูญเสียการควบคุมตัวเองและทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้เหมือนแต่ก่อนรบกวนชีวิตประจำวันหรือทำให้ประสิทธิภาพการใช้ชีวิตประจำวันลดลงหรือลดลง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

  • การบาดเจ็บจากการสัมผัสเกิดจากกีฬาที่มีผู้เล่นหรือทีมตั้งแต่สองคนขึ้นไป เกิดการชนหรือกระแทก ส่งผลให้เอ็นกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เคลื่อนที่ผิดที่ เคลื่อนที่ หรือฉีกขาดของกีฬา เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล รักบี้
  • การบาดเจ็บแบบไม่สัมผัส คือ การบาดเจ็บที่เกิดจากตัวเอง มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะทำให้เกิดการบิดตัวจนกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อได้รับบาดเจ็บหรือฉีกขาด

ความรุนแรงของการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้

  1. ระดับ 1 (ระดับ 1) กล้ามเนื้อยืดไม่ขาด เจ็บเล็กน้อย และยังสามารถใช้ได้ในสภาวะปกติ
  2. ระดับ 2 (ระดับ 2) กล้ามเนื้อฉีกขาดเล็กน้อย เจ็บหรือช้ำเล็กน้อย ย้ายแล้วยังทำงานได้
  3. เกรด 3 (เกรด 3) ฉีกขาดปานกลาง ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวกและมีรอยช้ำอย่างเห็นได้ชัด
  4. ระดับ 4 (ระดับ 4) กล้ามเนื้อฉีกขาดทำให้ข้อต่อหลวม เจ็บปวดมาก จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ การใช้งานลดลง ไม่สามารถขึ้นลงบันไดได้ ซึ่งอาการบาดเจ็บระดับนี้ ส่วนใหญ่ต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษา สำหรับการรักษาอาการรุนแรงตั้งแต่ระดับ 1-3 ขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ป่วยว่ากล้ามเนื้อรอบข้างข้อต่อดีแค่ไหน หากช่วยพยุงส่วนที่บาดเจ็บได้ดีก็สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นนักกีฬาที่ต้องใช้ส่วนที่บาดเจ็บมากกว่าคนปกติอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัด เพื่อให้มันทำงานได้ดีเหมือนเมื่อก่อน

อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาทั่วไป

  • การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ (ความเครียด)

การบาดเจ็บจากการหดตัวของกล้ามเนื้อเอง ซึ่งอาจเกิดจากการหดตัวรุนแรงอย่างกะทันหัน จนเส้นเลือดฝอยรอบๆ เส้นใยกล้ามเนื้อขาด หรืออาจเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อที่มากเกินไปติดต่อกัน เรียกว่า การใช้มากเกินไป (overuse)

เช่น การเล่นเวท (Weight Training) ที่ใช้น้ำหนักมากเกินไป หรือทำซ้ำนานเกินไปจะทำให้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ กล้ามเนื้อที่เจ็บบ่อย เช่น กล้ามเนื้อเอ็นร้อยหวาย กล้ามเนื้อ Quadriceps

  • การบาดเจ็บของเอ็น ข้อต่อ (แพลง)

เช่น เส้นเอ็นร้อยหวายฉีกขาด ข้อเท้าแพลง และอาการบาดเจ็บที่ข้อข้อเท้าและข้อเข่า กีฬาที่ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าหรือข้อเท้าบ่อยที่สุดคือกีฬาที่ต้องสัมผัส หรือกระทบกระทั่งกัน เช่น ฟุตบอล หรือแม้แต่กีฬาที่มีการเคลื่อนไหวเต็มตัว เช่น กอล์ฟ ซึ่งการบิดและชิงช้าต่างๆ ก็สามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่เข่าหรือข้อเท้าได้เช่นกัน

  • อาการบาดเจ็บที่เข่าซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อต่อและเอ็นส่วนใหญ่

มีกล้ามเนื้อที่สำคัญรอบข้อต่อคือกล้ามเนื้อสี่ส่วนซึ่งยืดข้อเข่า กล้ามเนื้อส่วนหลังของต้นขา (Hamstring Muscle) ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเหล่านี้ได้รับความเสียหาย หรือไม่สามารถทำงานได้ตามปกติก็จะเสียการทรงตัวของข้อเข่า

เอ็นหลักสี่เส้นที่ช่วยให้เข่ามีเสถียรภาพ ได้แก่ เอ็นเอ็นยึดด้านข้าง เอ็นยึดตรงกลาง เอ็นไขว้หน้า และเอ็นไขว้หลัง อุบัติเหตุทำให้เอ็นเหล่านี้ได้รับบาดเจ็บ หรือการฉีกขาดจะทำให้ข้อเข่าหลวม เข่าเคล็ด ไม่สามารถเล่นกีฬาได้ตามปกติ

นอกจากนี้บริเวณหัวเข่ายังมีวงเดือนด้านในและด้านนอกของหัวเข่าซึ่งทำหน้าที่รับแรงกระแทกระหว่างกระดูกหัวเข่า ช่วยกระจายน้ำหนักจากการกระแทก เช่น การกระโดดจากที่สูง การลงบันได การวิ่งและการกระโดด ไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อผิวกระดูกอ่อน

หากมีปัญหาหมอนรองกระดูกเคลื่อน ผิวกระดูกอ่อนจะได้รับบาดเจ็บ ความรุนแรงแบ่งออกเป็นสี่ระดับคล้ายกับการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น นอกจากนี้ ข้อเข่ายังมีน้ำไขข้อ ช่วยหล่อลื่นข้อเข่าได้เป็นอย่างดี

นักวิ่งมักได้รับบาดเจ็บรอบตัว หัวเข่าโดยเฉพาะเวลาวิ่งขึ้นลงบันไดหรือนั่งเป็นเวลานานๆ แล้วลุกขึ้นมารู้สึกปวดข้อพับหลังข้อเข่า เนื่องจากต้องวิ่งขึ้นลงเขาบ่อยๆ หรือเพิ่มระยะทางให้วิ่งมากขึ้นในขณะที่ร่างกายไม่พร้อม รวมทั้งในนักวิ่งที่มีปัญหาเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เท้าแบน และกล้ามเนื้อควอดริเซ็ปส์ที่อ่อนแอ

  • อาการบาดเจ็บที่หลัง

นักกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวของส่วนเอว ลำตัว ไหล่ และแขนอย่างมาก เช่น กอล์ฟ มักจะมีการดึงกล้ามเนื้อหลังอย่างแรง มีการเคลื่อนไหวหลายอย่างของกระดูกสันหลังส่วนเอว ส่งผลให้ข้อต่อเล็ก ๆ ของกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ จึงทำให้นักกอล์ฟส่วนใหญ่มีอาการปวดหลัง

  • กล้ามเนื้อบวม

เนื่องจากกล้ามเนื้อบวม ฉีกขาด มีเลือดออก อาจเกิดจากการกระแทก กล้ามเนื้อฟกช้ำซึ่งอาจเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อใด ๆ ก็ได้

  • เอ็นร้อยหวายฉีกขาด (Achilles Tendon Rupture)

เอ็นร้อยหวายเป็นเอ็นที่ยึดระหว่างส้นเท้ากับกล้ามเนื้อน่อง ช่วยงอข้อเท้าขึ้นลง กีฬาที่ช็อกจนเอ็นร้อยหวายขาด รวมทั้งกีฬากระโดด เช่น แบดมินตัน บาสเก็ตบอล ฟุตบอล

เกิดขึ้นได้กับกระดูกข้อเท้า กระดูกข้อเข่า

  • ข้อเคลื่อน

ข้อเคลื่อนหรือเคล็ด เช่น ข้อเข่าเคล็ด หรือข้อไหล่เคล็ด ซึ่งพบได้บ่อยในนักกีฬา

  • การบาดเจ็บที่ข้อมือของ Rotator

กล้ามเนื้อด้านในของไหล่ที่บาดเจ็บ มักเกิดขึ้นกับนักกีฬาที่ใช้ไหล่ เช่น เทนนิส แบดมินตัน ใช้พละกำลังของไหล่มาก เสื่อมสภาพตามการใช้งาน ถั่วงอกหินปูน กดทับ กล้ามเนื้อฉีกได้

การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา

เริ่มต้นด้วยการประเมินความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ เช่น บวมหรือกดเจ็บ มีอาการปวดขณะเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวหรือไม่? หลังจากนั้นได้ทำการปฐมพยาบาล โดยใช้แนวทาง “PRICE” ดังนี้

  • P= Protect Protection ด้วยอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อค สนับเข่า และสนับศอก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการกระแทก หรือลดแรงกระแทกจากแรงกระแทก ช่วยป้องกันการบาดเจ็บ
  • R = พักผ่อน หยุดใช้ส่วนของร่างกายที่บาดเจ็บทันที โดยเฉพาะในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาพักประมาณ 48 ชั่วโมงก่อนจะเคลื่อนไหวอีกครั้ง
  • I = ประคบเย็นเพื่อลดเลือดออกในเนื้อเยื่อ ลดบวม ปวด ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดขยายตัว โดยทั่วไปควรประคบเย็นครั้งละ 10-20 นาที หยุดประคบเป็นเวลา 5 นาที ทำแบบนี้ต่อไป จนไม่บวมหรือทำวันละ 2-3 ครั้ง การประคบเย็นรวมถึงถุงน้ำแข็งซึ่งจะเก็บความเย็นไว้ได้ 45-60 นาที และต้องห่อด้วยผ้าเพื่อไม่ให้ประคบเย็นสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง หากไม่มีถุงเย็นหรือบริเวณที่บาดเจ็บมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของถุงเย็น คุณสามารถใช้ถุงน้ำแข็งหรือผ้าชุบน้ำเย็นได้ อาจใช้สเปรย์ทำความเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดเฉพาะที่ สามารถใช้กับบริเวณที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังไม่หนา เช่น คาง หมัด ข้อเท้า
  • C = การกดทับ ห่อด้วยผ้ายืดเพื่อป้องกันเลือดออกในเนื้อเยื่อมากเกินไป ควรพันผ้าพันแผลยางยืดเพื่อกระชับบริเวณที่บาดเจ็บ และควรใช้ผ้าสำลีชิ้นใหญ่เพื่อทำให้หนาก่อนพันด้วยผ้ายืด ส่วนผ้ายืดควรพันด้านบนและด้านล่างบริเวณที่บาดเจ็บ ซึ่งมักใช้ร่วมกับการประคบเย็น
  • E = ระดับความสูงเพื่อยกส่วนของร่างกาย ที่ได้รับบาดเจ็บเหนือระดับหัวใจเพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยลดความดันของน้ำนอกเซลล์ที่หลั่งเข้าสู่เนื้อเยื่อที่นั่นซึ่งจะช่วยลดอาการบวม โดยนอนหงายขาหรือเท้าบนหมอนหรือนั่งบนเก้าอี้ หากอาการบาดเจ็บรุนแรงควรยกสูงเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง

การรักษาอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

  • ยา

ลดบวม ยาแก้ปวด ถ้าอาการไม่ดีขึ้น อาจเพิ่มลงในยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือมีมอร์ฟีน นอกจากนี้ยังมีการฉีดยา ทาเฉพาะที่ และแผ่นแปะผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวด หากเป็นรอยช้ำปกติ การรักษาส่วนใหญ่ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้อักเสบเพื่อช่วยลดอาการปวด และพักการใช้ข้อต่อบริเวณนั้น

  • กายภาพบำบัด

เน้นที่การลดความเจ็บปวด สำหรับอาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนข้อต่อ การรักษาอาจต้องใช้เฝือกที่ข้อต่อที่ได้รับบาดเจ็บ หรือช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อลีบก่อนผ่าตัด

  • การผ่าตัด

กรณีที่ใช้ยาและกายภาพบำบัดไม่ได้ผลหรือได้รับบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง เอ็นฉีกขาดทั้งหมด ทำให้ความแข็งแรงของข้อต่อหายไป รวมถึงกรณีเร่งด่วน เช่น ข้อเคลื่อนและกระดูกหัก อาจต้องได้รับการผ่าตัดรักษา

ปัจจุบันการผ่าตัดรักษาอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เน้นการใช้การผ่าตัดส่องกล้อง (Arthroscope) เพื่อลดอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียงให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นและสามารถส่องกล้องเข้าไปในบริเวณที่มองเห็นได้ยากด้วยการผ่าตัดปกติ ทำให้การรักษาแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อจะพิจารณาเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมตามพยาธิสภาพและการบาดเจ็บของผู้ป่วย ปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้องเป็นที่นิยม ยกเว้นในบางกรณี เช่น การผ่าตัดที่ต้องใส่รากฟันเทียมเพื่อยึดข้อต่อที่ต้องการความแข็งแรง การใส่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเชื่อมแบบดามเหล็กซึ่งเป็นข้อจำกัดของการส่องกล้อง

ฉันควรไปพบแพทย์เมื่อใด

  • เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บใช้งานไม่ได้ตามปกติ
  • การบาดเจ็บเรื้อรัง ปวดบวมเป็นเวลานานที่รบกวนชีวิต
  • มันเจ็บปวดมากจนฉันทนไม่ไหว

ป้องกันการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

  • เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับการเล่นกีฬา เช่น รองเท้า
  • ใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อค สนับศอก และสนับเข่า
  • ก่อนเล่นกีฬาควรวอร์มร่างกายให้เย็นลงเพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติได้
  • ฝึกสม่ำเสมอ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์
  • เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกาย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันการคายน้ำ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น นักกีฬาควรใส่ใจในการป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งผู้เล่นและอุบัติเหตุของตนเอง แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ ควรรีบปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เพราะหากปล่อยให้มีอาการเรื้อรังมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญของเราจะแนะนำวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณกลับสู่สภาวะปกติหรือทำให้คุณแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

.
ที่มาข้อมูล