in

10 สมุนไพรไทย ประโยชน์และอันตรายที่ควรรู้ก่อนกิน

10 สมุนไพรไทย ประโยชน์และอันตรายที่ควรรู้ก่อนกิน

10 สมุนไพรไทย ประโยชน์และโทษ ที่ควรรู้ก่อนรับประทาน

สมุนไพรคือยาที่ได้จากพืช แร่ธาตุ และสัตว์ที่สามารถนำมาใช้บำรุงร่างกายและรักษาโรคได้ ก็อาจจะอยู่ในรูปของอาหาร ยาแผนโบราณ หรืออาหารเสริมที่อาจช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เสริมสุขภาพหัวใจ อาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง สมุนไพรแต่ละชนิดมีประโยชน์ วิธีการ และปริมาณที่แตกต่างกัน หากใช้อย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

ประโยชน์ของสมุนไพร

สมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน อาจช่วยรักษาโรค บรรเทาอาการ หรือใช้บำรุงร่างกาย สมุนไพรที่นิยมใช้กันในครัวเรือน มีดังนี้

  1. ขมิ้น เป็นเครื่องเทศที่เป็นแหล่งของเคอร์คูมินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ การศึกษาในปี 2560 ในวารสารการแพทย์แผนโบราณและการแพทย์เสริมในประเทศเนเธอร์แลนด์ ชี้ให้เห็นว่าเคอร์คูมินอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ต้านการอักเสบ และการรับประทานขมิ้นชันอาจช่วยป้องกันหรือชะลอการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์ได้
  2. พริกแห้ง พริกสด พริกป่น เป็นแหล่งที่ดีของแคปไซซิน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น จากการศึกษาในปี 2015 ในวารสาร Open Heart ของอังกฤษ พบว่าแคปไซซินอาจช่วยทำให้สุขภาพของหัวใจดีขึ้นได้ เร่งการเผาผลาญและอาจช่วยลดไขมันหน้าท้องได้ ลดความอยากอาหาร
  3. อบเชย แคลอรีต่ำมาก อาจช่วยต่อต้านการอักเสบของอนุมูลอิสระและช่วยต่อสู้กับแบคทีเรีย และจากการวิจัยในวารสาร A 2015 Pharmacognosy Research ระบุว่าอบเชยอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานหรือมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานได้
  4. กระวาน แร่ธาตุสูง เช่น แมกนีเซียม สังกะสี อาจช่วยบรรเทาอาการท้องอืดได้ และผลการศึกษาในปี 2560 ในวารสารอังกฤษเรื่อง Lipids in Health and Disease พบว่ากระวานมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น ฟีนอล เควอซิทิน และเรสเวอราทรอล เรสเวอราทรอลอาจช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบ ท้องผูก ท้องร่วง อาการจุกเสียด โรคลมบ้าหมู และโรคหลอดเลือดหัวใจ
  5. กระเทียม เป็นแหล่งของอัลลิซินที่อาจลดโอกาสของโรคหัวใจ และการศึกษาในปี 2008 ในวารสาร BMC Cardiovascular Disorders พบว่าการรับประทานกระเทียมเป็นประจำอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและลดความดันโลหิตได้ ซึ่งลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  6. ขิง อาจช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ จากการวิจัยในวารสาร A 2015 Gastroenterology Research and Practice พบว่าขิงอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ และอาจลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
  7. สะระแหน่ มีผลเย็นมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย มันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพทางเดินอาหาร, สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด, และสุขภาพปอด. อาจช่วยขยายทางเดินหายใจ ทำให้หายใจสะดวกขึ้นเมื่อหายใจเข้า สะระแหน่อาจมีผลผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  8. ผงยี่หร่า ที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก อาจช่วยลดน้ำหนักได้ จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine ในปี 2019 และในวารสาร BMC Complementary Medicine and Therapies ในปี 2021 พบว่าเม็ดยี่หร่ามีสารฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดน้ำหนัก ควบคุมคอเลสเตอรอลและจัดการความเครียด
  9. ว่านหางจระเข้ อาจมีผลในการเร่งการสมานแผลโดยเฉพาะแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จากการศึกษาในปี 2019 ในวารสารวิทยาศาสตร์การแพทย์ของอิหร่าน ว่านหางจระเข้สามารถเร่งการหายของแผลไหม้ได้ เมื่อเทียบกับยาทั่วไป ยังช่วยป้องกันรอยแดง อาการคัน และการติดเชื้อ
  10. ฟ้าทะลายโจร อาจมีคุณสมบัติช่วยรักษาโรคต่างๆ จากการศึกษาในปี พ.ศ. 2557 ในวารสารโรคเขตร้อนแห่งเอเชียแปซิฟิก ฟ้าทะลายโจรฟ้าทะลายโจรประกอบด้วยไดเทอร์พีน ฟลาโวนอยด์ และแซนโทน สารต้านอนุมูลอิสระที่อาจใช้รักษาได้หลายโรค เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร โรคเรื้อน หลอดลมอักเสบ โรคผิวหนัง ท้องอืด จุกเสียด ไข้หวัดใหญ่

ความเสี่ยงจากสมุนไพร

สมุนไพรหากใช้มากเกินไปหรือผิดวิธี อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ดังนี้

พิษจากสมุนไพร

สมุนไพรหลายชนิดมีสารพิษที่เป็นอันตราย หากใช้สมุนไพรอย่างไม่ถูกต้องหรือได้รับมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่น

  • ต้นยี่โถ ครั้งหนึ่งเคยแนะนำให้ต้มยี่โถในน้ำดื่มเพื่อรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง แต่เมื่อผู้ป่วยรับประทานอาหารเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน ท้องร่วง ปวดท้อง และหากรับประทานมากเกินไป ยี่โถอาจมีผลกดประสาทในการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นช้าลงหรือหยุดเต้นได้
  • ไม้มะเกลือ มีคุณสมบัติในการขับถ่ายของปรสิต แต่ไม้มะเกลือสีดำอาจมีสารแนฟทาลีน (แนฟทาลีน) ที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท ซึ่งอาจทำให้อาเจียน มีไข้ ท้องร่วง ตาพร่ามัว หรือตาบอดได้
  • ลำโพง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาท การกินมากเกินไปอาจทำให้ปากแห้ง กระหายน้ำ ผิวร้อนแดง ตาพร่ามัว สายตาไม่ดี ภาพหลอน และความบ้าคลั่ง
  • ว่านหางจระเข้ มีผลข้างเคียงเล็กน้อยเมื่อใช้อย่างถูกต้อง แต่ถ้ากินว่านหางจระเข้มากเกินไปอาจทำให้ปวดท้อง ท้องร่วง เพราะว่านหางจระเข้มีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • กระเทียม การรับประทานกระเทียมดิบในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดกลิ่นปาก แสบร้อนกลางอก มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องร่วง หรืออาจมีอาการแพ้ในบางคน
  • ฟ้าทะลายโจร หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้ชาที่แขนขาอ่อนแรงได้ ในบางคนอาจเกิดอาการเบื่ออาหาร ปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องร่วง อาการวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น และลมพิษได้
  • ขิง การกินขิงมากเกินไปอาจทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนังได้ ก๊าซในกระเพาะอาหาร อิจฉาริษยา ท้องร่วง คันปาก และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดในผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ

สารเติมแต่งสมุนไพร

จากการตรวจสอบตัวอย่างสมุนไพรกว่า 100 ชนิดของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า มักปนเปื้อนสารอันตราย เช่น

  • สารหนู ประมาณ 60% เป็นสารที่อาจทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ปวดท้อง ท้องร่วง ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเสียวซ่า ผื่นดำหนา และอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น
  • สเตียรอยด์ ประมาณ 30% เป็นสารที่อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคบางชนิดได้ เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ โรคหอบหืด แต่ถ้าใช้เป็นเวลานานอาจทำให้ใบหน้าบวม บวม สิว ช้ำง่าย กระดูกผุ เป็นต้น
  • ปรอท อาจทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ ฟันหลุด แผลเปื่อย น้ำลายไหลผิดปกติ และไตวายได้
  • ตะกั่ว อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากปลายประสาทผิดปกติ ปวดท้อง โลหิตจาง

ประสิทธิภาพในการรักษาโรคไม่เพียงพอ

บางครั้งผู้ป่วยอาจเลือกรักษาโรคด้วยยาสมุนไพร แทนการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน แต่สมุนไพรอาจไม่ได้ผลในการรักษาโรค หรือควบคุมอาการของโรคได้เท่านั้น การบริโภคสมุนไพรเพียงอย่างเดียวอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดคิดว่าโรคนี้หายแล้ว ดังนั้นอย่าทำการรักษาต่อไปและมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการกำเริบหรือภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

เคล็ดลับการใช้สมุนไพร

หากมีการใช้สมุนไพรอย่างไม่ถูกต้องและประมาทเลินเล่อ อาจส่งผลเสียได้จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้สมุนไพรดังนี้

  1. การรักษาด้วยยาสมุนไพรควรได้รับการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เพราะต้องใช้สมุนไพรในสัดส่วนที่เหมาะสม ถูกวิธีและโรค หากใช้สมุนไพรผิดวิธี นอกจากจะไม่ช่วยให้หายจากอาการป่วยแล้ว ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงสามารถเกิดขึ้นได้
  2. ไม่ควรรักษาด้วยสมุนไพรเป็นเวลานาน เพราะอาจมีสารตกค้างที่สามารถสะสมในร่างกายได้ และหากรักษาด้วยสมุนไพรแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีผลข้างเคียงจากการใช้สมุนไพร ควรพบแพทย์แผนปัจจุบันทันทีสำหรับอาการและการรักษาต่อไป
  3. ไม่ควรใช้สมุนไพรรักษาโรคที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้รักษาโรคได้ เช่น บาดทะยัก เบาหวาน วัณโรค พิษสุนัขบ้า งูกัด และกระดูกหัก
  4. ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรง ไม่ควรรักษาด้วยสมุนไพร แต่ควรไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์ เช่น หมดสติ ปวดมาก เลือดออกทางช่องคลอด ท้องเสียรุนแรง มีไข้สูง อาเจียนเป็นเลือด

.
ที่มาข้อมูล