in

๗ ปัจจัยเสี่ยงบาดเจ็บจากการทำงาน

๗ ปัจจัยเสี่ยงบาดเจ็บจากการทำงาน

การบาดเจ็บจากการทำงานสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท เป็นแบบเฉียบพลันและค่อยเป็นค่อยไป

1. เฉียบพลัน
เช่น การยกของขึ้นแล้วทำให้บาดเจ็บที่หลังทันที บอกได้เลยว่าเกิดจากการทำงานเพราะอาการจะเกิดขึ้นทันทีขณะทำงาน
2. ค่อยเป็นค่อยไป อาการบาดเจ็บแบบนี้มักจะไม่สามารถหาสาเหตุได้ พนักงานไม่สามารถบอกได้ว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อใด การเจ็บป่วยเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหามากมาย โดยเฉพาะการตัดสินว่าเกิดจากการทำงานหรือไม่ เนื่องจากคนงานอาจไปทำงานอดิเรกหรือเล่นกีฬา การขอลาหยุดเนื่องจากการเจ็บป่วยจากการทำงานจึงยากขึ้น
การบาดเจ็บทั้งสองประเภทสามารถป้องกันได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับงานของเซเว่น

1. ทำงานหนักเกินไป
รู้ได้อย่างไรว่างานหนัก? กำหนดน้ำหนักของวัตถุ เช่น กล่องและกระสอบให้ต่ำกว่าความจุสูงสุด เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เป็นเรื่องปกติในระดับประชากร บ้านเราเพิ่งประกาศโดยกระทรวงแรงงาน ห้ามคนทำงานยก ขน ขน ทูน ที่มีน้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547

การกำหนดน้ำหนักเป็นการกำหนดทั่วไปสำหรับประชากร ความแตกต่างส่วนบุคคล เช่น ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความทนทาน ส่งผลต่ออัตราการบาดเจ็บของผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้นคนงานจึงต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่างานหนักเกินไปสำหรับตนเองหรือไม่ ซึ่งต้องประเมินว่าการทำงานในหนึ่งวันเป็นงานหนักเกินไปหรือไม่?

2. งานซ้ำซาก
งานบางอย่างถึงแม้จะไม่ต้องใช้ความพยายามมาก แต่ถ้าต้องทำงานนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจทำให้บาดเจ็บได้ หากเปรียบเทียบเนื้อเยื่อของร่างกายกับยางยืดเมื่อถูกดึงออกด้วยแรงเพียงเล็กน้อย ซ้ำๆ กัน ความยืดหยุ่นก็จะเสื่อมลง หรืออาจหักจากการยืดซ้ำหลายครั้งก็ได้ การบาดเจ็บประเภทนี้พบได้บ่อยในนิ้วมือ มือ และข้อมือ โดยเฉพาะพนักงานคอมพิวเตอร์ คนงานตัดและเย็บเสื้อผ้า

หลักการง่ายๆ ที่จะบอกว่างานมีปัญหาหรือไม่ ต้องใช้ปัจจัยความแข็งแรงเป็นหลัก หากงานใดที่ซ้ำซากและต้องใช้กำลังเกินร้อยละ 30 ของความจุสูงสุด โอกาสบาดเจ็บจากการทำงานมีสูง
ในทางปฏิบัติ ใช้ความเหนื่อยล้าและปวดเมื่อยเป็นสิ่งเตือนใจสำหรับผู้ปฏิบัติงาน หากคุณรู้สึกเหนื่อยขณะทำงานอย่าบังคับมัน เพื่อเปลี่ยนไปทำงานอื่นบ้าง ลองดูว่าวันรุ่งขึ้นก่อนทำงานเมื่อยล้าและปวดเมื่อยหายไปหรือไม่ หากคุณยังรู้สึกอยู่ แสดงว่างานของคุณซ้ำซากเกินไป หาวิธีผ่อนคลายและแบ่งเวลาให้มากขึ้น

3. ท่าทางที่อึดอัด
ลองยืนตัวตรงด้วยแขนของคุณที่ด้านข้างของคุณ ฝ่ามือหันไปข้างหน้า นี่เป็นท่าปกติที่ข้อต่อของร่างกายอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เมื่อมุมของข้อต่อใดๆ เบี่ยงเบนจากตำแหน่งปกติประมาณ 15 องศา ข้อต่อด้านในจะถูกกด ในขณะที่เอ็นและกล้ามเนื้อด้านตรงข้ามถูกยืดออก
การทดลองง่ายๆ: นั่งหลังตรงและงอคอประมาณครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ (คางถึงคาง) ถือไว้ครู่หนึ่งจะเริ่มปวดขึ้นโดยเฉพาะที่กระดูกสันหลังส่วนคอ

ตัวอย่างของท่าทางที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ ได้แก่ การยกหรือกางแขนเกิน 15 องศา หันหน้าเข้าหามือ งอข้อมือมากกว่า 10 องศา งอหรือบิดหลังมากกว่า 20 องศา เป็นต้น
การสร้างสถานที่ทำงานสามารถป้องกันท่าทางที่ไม่เหมาะสมได้ เช่น การปรับความสูงของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง ไม่ต่ำจนต้องงอคอ

4. อยู่ในตำแหน่งเดียวนานเกินไป
แม้ว่าท่าจะเหมาะสมตามข้อ 3 แต่การอยู่ในท่าเดียว ถึงแม้จะเป็นท่าที่ถูกต้องแต่ต้องอยู่ในท่านั้นนานๆ ก็จะทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายบาดเจ็บได้เช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการนั่ง แม้ว่าคนงานจะนั่งอยู่ในท่าที่เหมาะสม แต่อยู่นิ่งๆ นานเกินไป จะทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณหลังส่วนล่าง กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ ขาดความยืดหยุ่น มีแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บ

ผู้ปฏิบัติงานควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในตำแหน่งเดียวนานเกินไป เช่น ไม่ควรนั่งหรือยืนเกิน 2 ชั่วโมง และควรเปลี่ยนท่าทางเมื่อใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกครึ่งชั่วโมง ด้วยก้ม-เงย เอียงคอซ้ายขวา

5. ความดัน
ความดันเกิดจากน้ำหนักตัว เครื่องมือ อุปกรณ์ในที่ทำงาน ความดันส่งผลต่อเนื้อเยื่อ รวมทั้งผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หลอดเลือด และเส้นประสาท ทำให้บริเวณนั้นถูกกดทับกับปริมาณเลือด ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายและได้รับบาดเจ็บ ความดันขึ้นอยู่กับสองปัจจัย:น้ำหนักหรือความดันตัวอย่างเช่น แรงกดบนเท้าขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและพื้นที่ของเท้า ถ้าน้ำหนักเกิน พื้นฝ่าเท้าน้อย (เท้าเล็ก) แรงกดบนฝ่าเท้าจะสูง แรงกดที่ฝ่ามือที่ฐานของนิ้วหัวแม่มือจากการทำงานกับคีมปากแหลมแบบตรงและแบบแข็ง ทำให้เส้นประสาทในฝ่ามือกดทับและมีอาการชาที่ฝ่ามือและปลายนิ้ว

บรรเทาแรงกดได้อย่างง่ายดายโดยการเพิ่มพื้นที่สัมผัส เช่น การสวมรองเท้าที่มีพื้นรองเท้าที่อ่อนนุ่ม ทำให้แรงกดกระจายไปทั่วฝ่าเท้า การออกแบบเครื่องมือแนบกับฝ่ามือและนิ้วเพื่อลดแรงกด

6. การสั่นสะเทือน
เครื่องมือที่มีการสั่นสะเทือนสูงบางชนิด เช่น รถขุดถนน การสั่นสะเทือนที่ความถี่ 120 – 200 รอบ/วินาที ส่งผลต่อหลอดเลือด เส้นประสาทในมือ อาจทำให้ปลายนิ้วขาดเลือดไปจนตายได้ ความถี่ 20 รอบ/วินาที จากมอเตอร์อาจทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมได้ พบในคนขับรถบรรทุกและรถแทรกเตอร์
เครื่องยนต์ของรถบรรทุกติดตั้งอยู่ใต้ที่นั่งคนขับ ดังนั้นการสั่นสะเทือนจึงถูกส่งจากเบาะนั่งไปยังคนขับ น่าเสียดายที่เสียงสะท้อนของกระดูกสันหลังอยู่ที่ประมาณ 20 รอบ/นาที เมื่อความถี่ตรงกัน กระดูกสันหลังจะได้รับผลกระทบจากการสั่นสะเทือนมากกว่าส่วนที่เหลือ ทำให้น้ำในเนื้อเยื่อที่ประกอบขึ้นเป็นกระดูกสันหลังถูกขับออกมา สูญเสียความยืดหยุ่นและเสื่อมสภาพ มีโอกาสปวดหลังได้ง่ายกว่าประชากรทั่วไป

วิธีลดแรงสั่นสะเทือนง่าย ๆ โดยได้อุปกรณ์อ่อนมาลดแรง เช่น ถุงมือหนาในกรณีรถขุดถนน เบาะนั่งที่หนาและนุ่มช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่สามารถเคลื่อนไปถึงกระดูกสันหลังของคนขับรถบรรทุกได้

7. อุณหภูมิร้อนเกินไป
การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด เช่น กลางแจ้งหรือในเหมือง มีผลสองประการต่อร่างกาย คือการทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ทำงานเมื่อยล้าได้ง่าย และทำให้เป็นลมหมดสติเนื่องจากอุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป

การป้องกันอาการดังกล่าวทำได้โดยการหาอุปกรณ์ป้องกัน ความร้อนจะถูกส่งไปยังร่างกายโดยตรง เช่น การสวมหมวกที่สามารถระบายความร้อนได้ดี ป้องกันแสงแดดจากการถ่ายเทความร้อนโดยตรงไปยังร่างกาย การดื่มน้ำ การสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ในขณะทำงานจะช่วยถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น

จำไว้ว่าปัจจัยเสี่ยงทั้ง 7 ประการนี้สามารถป้องกันได้ การป้องกันดีกว่าการรักษา คนงานจะไม่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการทำงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี

.
ที่มาข้อมูล