in

ไขข้อสงสัยทำไมจึงต้องฉีด วัคซีน มะเร็งปากมดลูก

ไขข้อสงสัยทำไมจึงต้องฉีด วัคซีน มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งเป็นโรคที่พบบ่อย เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของผู้คนทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยโรคส่วนใหญ่เกิดจากกรรมพันธุ์และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ โรงพยาบาล ศูนย์มะเร็ง แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงตรวจสุขภาพเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งทุกปี หากตรวจพบอาการในระยะแรกสามารถรักษาได้ทันท่วงที มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง การฉีดวัคซีนและการรู้สาเหตุของมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ดีขึ้น
ปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายแห่งให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี co-testing ซึ่งหมายความว่าการตรวจดีเอ็นเอของ HPV ร่วมกับการตรวจ Pap smear จะมีประสิทธิภาพ การตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น ผู้หญิงอายุ 30-65 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรได้รับการตรวจและวินิจฉัย หากพบเซลล์มะเร็งจะช่วยวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที
จำเป็นต้องมีวัคซีน HPV เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือไม่? การฉีดมีประโยชน์อย่างไร? โรงพยาบาลพระราม 4 มีคำตอบที่ช่วยตอบคำถามต่อไปนี้
1. ไวรัส HPV ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถือเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70% กรณีมะเร็งปากมดลูก การฉีดวัคซีนยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งชนิดอื่นๆ
2. ข้อดีของวัคซีน HPV หากฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุยังน้อยจะป้องกันเชื้อ HPV อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับทั้งหญิงและชาย ช่วยให้ห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งบางชนิดอีกด้วย วัคซีนมีผลข้างเคียงน้อยมาก
3. เริ่มฉีดวัคซีนเมื่ออายุ 9-26 ปี แนะนำให้ฉีดวัคซีนอายุ 11-12 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ให้ภูมิคุ้มกันที่ดี ช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากฉีดวัคซีนก่อนอายุ 15 ปี จะฉีดเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน
-หากได้รับวัคซีนเมื่ออายุ 15 ปีขึ้นไป จะต้องเพิ่มจำนวนครั้งที่ฉีดเป็น 3 โด๊ส คือ ฉีดครั้งที่ 1 ในวันที่กำหนด และฉีดหลังจากเข็มแรก 1-2 เดือน และครั้งสุดท้ายฉีด 6 เดือนหลังจากเข็มแรก
– หากอายุเกิน 26 ปี วัคซีนจะมีประสิทธิภาพน้อยลง แต่ก็ยังสามารถฉีดได้จนถึงอายุ 45 ปี และควรปรึกษาแพทย์ก่อน
4. วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้อย่างน้อย 5-10 ปี และยังมีภูมิคุ้มกันเพียงพอในระดับหนึ่ง เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ 100% จึงแนะนำว่าหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูกและมะเร็งชนิดอื่นๆ ตามปกติ
5. การฉีดวัคซีนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อย อาการทั่วไป ได้แก่ ปวด บวม แดง คันบริเวณที่ฉีด และบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ ซึ่งจะหายได้เอง แต่ไม่มีรายงานความอ่อนแอของกล้ามเนื้อเหมือน GBS ของแขนขาหลังการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
6. โรงพยาบาลรักษาโรคมะเร็ง แนะนำให้สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนระหว่างตั้งครรภ์ หากฉีดครั้งแรก รอหลังคลอดให้ฉีดเข็มต่อไป หากฉีดวัคซีนโดยไม่รู้ว่าตั้งครรภ์ ไม่จำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์
7. วัคซีน HPV ฉีดได้ทั้งชายและหญิง เนื่องจากมีเชื้อ HPV หลายสายพันธุ์ และผู้ชายมีโอกาสติดเชื้อไวรัสเท่ากัน วัคซีนนี้ป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด รวมทั้งมะเร็งทวารหนัก มะเร็งลำคอ มะเร็งช่องปาก และหูดที่อวัยวะเพศ รวมทั้งป้องกันการแพร่เชื้อ HPV ทางเพศสัมพันธ์และการสัมผัสโดยตรงกับไวรัส
สำหรับผู้ที่กังวลว่าตนเองอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดใดก็ได้ คุณสามารถติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อตรวจสุขภาพและขอคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับแนวทางการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งได้

.
ที่มาข้อมูล