in

โรงพยาบาล “สัปปายะ”


โรงพยาบาลสรรพยาS
“แออัด แออัด ร้อน อบอ้าว มีกลิ่นยา ไม่มีรถเมล์ผ่าน ไปดึกๆไม่มีที่จอดรถหาของกินยาก พนักงานไม่พูดเพราะนอนไม่หลับเพราะหูหนวก เตียงเต็มต้องนอนที่ระเบียง ห้องน้ำไม่สะอาด ฯลฯ” โรงพยาบาลใกล้บ้านคุณเป็นแบบนี้ไหม?
คำว่า “สรรพยา” เป็นภาษาบาลีที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก และได้ชี้แจงอย่างชัดเจนในพระไตรปิฎกว่า พระภิกษุควรอยู่ในสถานที่แห่งความรอดในบริบทของปัจจัยต่างๆ (โดยเฉพาะสรรพยาทั้งสี่สำหรับวัด) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการดำรงอยู่ของพวกเขา และฝึกสวดมนต์
คำว่า สรรพยา เป็นรากศัพท์ของคำว่า สบาย ในภาษาไทยและมีความหมายเดียวกับความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี
ทุกวันนี้เราขึ้นศาลเพราะมีคดีความกับผู้อื่นหรือเราถูกฟ้อง เราไปที่สถานีตำรวจเพราะเราได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้อื่น และเราไปโรงพยาบาลเพราะเราป่วย ที่สามนี้ หลายคนบอกว่าไม่ต้องใช้บริการ เพราะเป็นที่แห่งทุกข์
ความไม่สะดวกต่างๆ ในการไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนบุคลากรระดับผู้บริหาร ตระหนักดี หลายท่านห่วงใยและพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ด้วยข้อจำกัดของระเบียบระบบราชการ ความคลาดเคลื่อนของบุคลากร งบประมาณไม่เพียงพอ ถึงความสำคัญของท้องถิ่นและชุมชน มักทำให้ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรง ยากที่จะแก้ไขและรักษาได้ตามที่คุณต้องการ
หากพิจารณานำหลักการสัปปายะ 7 มาประยุกต์ใช้ในการจัดการโรงพยาบาล จะทำให้เรามีมุมมองใหม่ในการบริการสาธารณะ และปรับปรุงคุณภาพการบริการ หลักการทั้ง 7 มีดังนี้
๑. เจ้าอาวาสสรรพยา (อยู่สบาย)
โรงพยาบาลควรเป็นสถานที่สงบสุข ไม่แออัดหรือแออัดเกินไป ไม่มีเสียงรบกวน ผู้ป่วยสามารถพักผ่อนและนอนหลับได้ มีบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และโรงพยาบาลบางแห่งมีมุมสำหรับนั่งสมาธิ หรืออธิษฐานเผื่อผู้ป่วยและญาติพี่น้อง
๒. ออร์บิท สรรพยา (เดินทางสะดวก)
โรงพยาบาลควรอยู่ในทำเลที่สะดวกสำหรับผู้ป่วย ระยะทางไม่ไกล หาง่าย รถเมล์สะดวก เข้าออกไม่ยาก ไม่เข้าซอยลึกเกินไป
๓. ปัสสัปปะยะ (สบาย เจรจา พูดคุย)
โรงพยาบาลควรเป็นสถานที่ที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสาร เจ้าหน้าที่เคารพผู้ป่วยและญาติ มีทักษะในการสื่อสารดี พูดจาไพเราะ และเป็นแหล่งสนทนาที่เหมาะสมในหมู่คนดี
๔. ปุคคลาสัปปายะ (อยู่สบายคน)
โรงพยาบาลบางแห่งมีสโมสรผู้สูงอายุ ชมรมมิตรภาพบำบัดจิตอาสาในรูปแบบต่างๆที่นำไปสู่ความดี คนที่รู้จักในฐานะที่ปรึกษามีเพื่อนที่จริงใจและจริงใจ (เช่น ผู้ป่วยเรื้อรังที่เป็นโรคเดียวกัน เห็นหัวใจเป็นทุกข์) โรงพยาบาลหลายแห่งมีคณะกรรมการที่ปรึกษา ผู้อำนวยการมูลนิธิสนับสนุน
๕. ความสบายทางโภชนาการ (ความสบายในการรับประทานอาหาร) โรงพยาบาลควรมีอาหารที่เหมาะสมกับการเจ็บป่วยตามโรค เพศ อายุ และพยาธิสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โรงพยาบาลหลายแห่งไม่มีครัว ผู้ป่วยและญาติต้องเลี้ยงเอง โรงพยาบาลหลายแห่งมีโครงการความปลอดภัยด้านอาหารโดยใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ปลอดสารพิษสำหรับผู้ป่วย
๖. อุทุซุปปะยะ (อากาศดี)
โรงพยาบาลจะต้องไม่อับชื้น มีระบบระบายอากาศที่ดี ไม่เย็นเกินไป ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีกลิ่นฉุนของยาหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ
๗. ท่าทาง (ท่าสบาย)
ผู้ป่วยควรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการเจ็บป่วยและเหตุการณ์ เคลื่อนย้ายสะดวก ไม่นอนเตียงชิดกันเกินไป หรือ 2 เตียงสำหรับ 3 ท่าน หรือต้องนอนบนระเบียง ในโรงพยาบาลบางแห่ง เด็กและคนชรานอนติดกัน พักผ่อนไม่ได้
บ่อยครั้งเราพบว่า โรงพยาบาลกำลังขยายตัว (เพิ่มเตียง สร้างบุคลากรมากขึ้น) แต่ปรากฏว่า โรงพยาบาลกลับมาสรรพยาน้อยลง บางครั้งก็กลายเป็นว่า โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กบางแห่งในต่างจังหวัดที่มีขนาดกระทัดรัดก็มีสรรพยามากกว่า (ยกเว้นผู้ป่วยที่ป่วยหนักหรือมีอาการรุนแรงที่ต้องการแพทย์หรืออุปกรณ์พิเศษที่ต้องนอนในโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ จำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไข คนจำนวนมากจึงไปใช้บริการจากโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมี สภาพแวดล้อมของสรรพยามากขึ้น)
โรงพยาบาลต้องการการออกแบบที่ดี ต้องการที่ดินที่กว้างขวางเพียงพอ ต้องการพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ ดอกไม้ ร่มเงาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยและญาติ แต่ทุกวันนี้ โรงพยาบาลกำลังต้องการ “ความคิดและการจัดการใหม่” มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการทำให้โรงพยาบาลเป็นชุมชน ไม่เป็นของรัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ชุมชนยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของหรือหุ้นส่วนของโรงพยาบาลในเรื่องต่างๆ
มีโรงพยาบาลหลายแห่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ เช่น โรงพยาบาลด่านซ้ายในจังหวัดเลย โรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และอื่นๆ อีกมากมาย
มาช่วยกันดูแลโรงพยาบาลในชุมชนของเรากันเถอะ ให้เป็นสถานที่แห่งการวิงวอน… ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ตามความสามารถ

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th