in

“โรคเบาหวาน” ใช้สิทธิบัตรทองได้หรือไม่?

“โรคเบาหวาน” ใช้สิทธิบัตรทองได้หรือไม่?

“เบาหวาน” เป็น 1 ใน 5 โรคเรื้อรังที่อันตรายที่สุดในโลก เพราะอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน แม้กระทั่งตาบอด กล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะไตวายเรื้อรัง หรือต้องตัดขาเนื่องจากแผลเปื่อย….

เคล็ดลับ : ระดับน้ำตาลในเลือดที่จะบอกว่าคุณเป็นโรคเบาหวานคืออะไร?
1.
ตรวจพบระดับกลูโคสก่อนอาหารเช้ามากกว่า 140 มก./ดล. สองครั้ง (ระดับน้ำตาลในเลือดปกติก่อนอาหารเช้า <115 มก./ดล. เด็ก <130 มก./ดล.) สตรีมีครรภ์<105 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) 2. ระดับกลูโคสมากกว่า 200 มก./ดล. ตรวจพบเพียงครั้งเดียวโดยมีอาการปัสสาวะบ่อย ดื่มมากเกินไป รับประทานอาหารมาก และน้ำหนักลด (ค่าปกติของระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารไม่เกิน 140 มก./เดซิลิตร)

3.
ในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้ามากกว่า 115 มก./ดล. แต่ไม่เกิน 140 มก./ดล. ถือว่าผิดปกติ จำเป็นต้องมีการทดสอบอย่างละเอียดโดยการทดสอบความทนทานต่อกลูโคส ผู้ที่เป็นเบาหวานเป็นเวลานานจะมีอาการแทรกซ้อนในเกือบทุกส่วนของร่างกาย มักเกิดขึ้นหลังจากพบว่าการวินิจฉัยมีอายุอย่างน้อย 5-10 ปี แต่อาจเร็วกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคเบาหวานประเภท 2 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอินซูลิน การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด เส้นประสาท และยิ่งโรคอยู่ได้นานเท่าใด โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากควบคุมโรคได้ไม่ดี

ในประเทศไทย “เบาหวาน” เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้คนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและแนวโน้มการบริโภคอาหารก็เปลี่ยนไป ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวานที่จะแพร่กระจายในทุกกลุ่มและทุกวัย และอาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากเส้นเลือดอุดตันที่อุปทาน สมองและหัวใจ ทำให้เป็นอัมพาตและกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ อาจทำให้ตาบอดได้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในเรตินาที่ผิดปกติ อันตรายจากการทำงานของไตบกพร่องและอาจถูกตัดออกเนื่องจากเนื้อตายเน่าสูงกว่าปกติ

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีสิทธิในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือผู้ที่มีบัตรทอง (บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า) จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. และการฟื้นฟูสมรรถภาพตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จะได้รับบริการจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษาหากเข้า ข้อสงสัย หรือสอบถามประโยชน์ของผู้ถือสิทธิบัตรทองคำสามารถโทรไปที่สายด่วนบัตรทอง 1330 ได้ตลอด 24 ชม.

หากคนที่คุณรักเป็นเบาหวาน ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ตัวผู้ป่วยเองต้องมีความรู้ในการดูแลตนเองเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด และอุบัติการณ์ของภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น กินไขมันมาก กินผักให้น้อยลง ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานที่มีอาการแทรกซ้อนจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ พยาบาล และทีมบุคลากรด้านสุขภาพ ทั้งในโรงพยาบาลและการดูแลที่บ้านอย่างต่อเนื่อง แต่บริการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสนับสนุนผู้ป่วยเท่านั้น “แต่ผู้ดูแลที่สำคัญที่สุดคือญาติ หรือครอบครัวของผู้ป่วยเอง”

.
ที่มาข้อมูล