in

โยทะกา : น้องเล็กของสามใบเถา สกุลใบแฝด

โยทะกา : น้องเล็กของสามใบเถา สกุลใบแฝด

กาหลงช่องโขยี่โถโยธกา” (ลิลิธแพ้)

ข้อความที่ยกมาข้างต้น คัดมาจากวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เสียเรื่องราว เป็นวิวสวนดอกไม้
ทุกคำที่ปรากฏเป็นชื่อไม้ดอกที่ปลูกกันทั่วไปในสมัยนั้น รวม 6 ชนิด ได้แก่ แก้ว กาหลง ชงโค ยี่ชุน ยี่โถ และโยธกา (หรือโยธกา)
ต้นไม้ที่ตั้งชื่อตามนี้ถูกกล่าวถึงในคอลัมน์ “ต้นหญ้า” โดยตรง 4 ประเภท ได้แก่ กระจก กาหลง ชงโค และยี่สิบ
Yi Shun ถูกเขียนโดยอ้อมเพราะ Yi Shun หมายถึงดอกกุหลาบหรือดอกกุหลาบที่มีดอกเล็กๆ
ดอกไม้อีกดอกเดียวที่ไม่ได้เขียนถึงคือโยธากาหรือวันนี้เขียนว่าโยธกา
เป็นที่น่าสังเกตว่าในบรรดาต้นไม้ทั้ง 6 ชนิดนี้ มี 3 ต้นที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด พวกเขายังมีชื่อคล้องจอง ถ้าเป็นลูกสาวต้องเรียกว่า “สามใบท้าว” หมายถึงสามพี่น้องติดกัน คนไทยให้ความสำคัญกับสามพี่น้องที่เกิดติดกันมากกว่าอีกจำนวนหนึ่ง เพราะไม่นิยมเรียกเลขอื่นว่าเป็นเถาวัลย์อื่น ไม่ว่าจะเป็น 2, 4, 5, 6 หรือ 7 คน เหมือนลูกสาวท้าวสามในเรื่องสังข์ทอง ไม่ได้เรียกว่า “เถาเจ็ดใบ” ” ในทางใดทางหนึ่ง.
ต้นไม้สามประเภทที่ประกอบเป็น “เถาสามใบ” ได้แก่ กาหลง ชงโค และโยดากะ
(โยธกา) คอลัมน์นี้นำเสนอเรื่องราวของ กาหลง (กันยายน 2547) และ ชงโค (ต.ค. 2548) ฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของโยดากะ เพื่อให้ครบจำนวน “สามใบ”



Yotaka: น้องคนสุดท้องในตระกูล Twin Leaf

Yotaka มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia monandra kurz ในวงศ์ (AESALPINIACEAE และอยู่ในสกุล BAUHINIA เช่นเดียวกับ Kalong และ Chongkho) จึงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันหลายประการ โดยเฉพาะใบ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนรอยเท้าวัวหรือใบแฝด อันเป็นเอกลักษณ์ของต้นไม้สกุลนี้
Yotaka เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบเป็นวงรีค่อนข้างกลม ส่วนปลายและโคนใบเว้าลึก มีลักษณะเป็นแฝดติดกัน ใบกาหลง และใบช่องค้อ
ดอกใหญ่เป็นช่อ มีกลีบดอกสีเหลือง หลังดอกบาน 2 วันกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม รูปทรงดอกมี 5 กลีบ คล้ายดอกกล้วยไม้ เมื่อดอกร่วง ฝักจะแบน ยาวประมาณ 9-15 ซม. เมื่อเรียงฝักก็แยกออกจากกัน
เปลือกของโยทะกะมีลักษณะเป็นเส้นๆ ใช้ทำเชือกป่านได้
มีโยตากะอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า บัวฮิเนีย ฟลานิเฟอราในสกุลเดียวกัน เป็นเถาวัลย์แข็งซึ่งมีลักษณะอื่นๆ คล้ายกับโยตากะรุ่นแรก สันนิษฐานว่าคนไทยเรียกโยตกะสองประเภทนี้มารวมกันตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะชื่อนี้เคยเรียกตามท้องที่ต่างๆ บางคนบอกว่าเป็นเถาองุ่น เช่น ชงโค (ตรัง) เตาไฟ (กรุงเทพฯ) เป็นต้น
Yotaka เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย รวมทั้งกาหลงและช่องคอ พบได้ในป่าธรรมชาติทุกภาค จึงปรากฎในวรรณคดีไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาตามคำบรรพบุรุษซึ่งประดับในสมัยอยุธยาบทหนึ่งบรรยายว่า
คำว่าโยทะกะในสมัยก่อนมักใช้เขียนว่า “โยธกา” จนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้วจึงเปลี่ยนเป็น “โยทะกะ”
ในหนังสืออัครภัทรา รับ แห่งมัวร์ ราด เล พ.ศ. 2416 ได้บรรยายไว้ว่า “โยตกะ คำที่ใช้ทอดสมอเรือ แต่มีสันเหมือนหนามในต้นโยทะกะ”
เป็นที่น่าสังเกตว่า Yotaka ใช้เพื่ออ้างถึงเครื่องมือที่ใช้ในการยึด มีลักษณะเหมือนหนามในต้นโยทะกะ แสดงว่าต้นโยทะกะเป็นที่มาของชื่อนี้ แต่ต้นโยทะกะที่เรารู้จักทุกวันนี้เป็นไม้มีหนาม ซึ่งอาจจะแตกต่างจากโยดากะของอัครพิธานสารหรือต้นโยดากะอาจจะมีมากกว่า 2 ต้น (ในสมัยนั้น)
วันนี้มีโยตากะสมัยใหม่อีก เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ดอกสีเหลืองทั้งหมดตั้งแต่เริ่มบานจนเหี่ยวเฉา ลักษณะของดอกที่ห่อยังไม่บานเต็มที่ ออกดอกจากยอดตลอดปี นิยมปลูกในสวนเป็นไม้ประดับ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinisa tomentora Linn
ชื่อไทยที่รู้จักคือ โยทะกะ (ภาคกลาง), เทอไฟ (กรุงเทพฯ), ยายชิวโก (ตาก), โปลิ่ง (สุราษฎร์ธานี), ปอโกยัน (ตรัง), เล็บควายใหญ่ (ยะลา-ปัตตานี) ภาษาอังกฤษเรียกว่า ต้นกล้วยไม้สีชมพู , หนึ่ง – Stemened Bauhinia, Jerusalim Date, Butterfly Flower

ประโยชน์ของโยตากะ
โยทากะไม่มีประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นไม้ประดับ ถ้าคนไทยรู้จักกาหลงและช่องค้อก็ควรปลูกรวมกันเป็นเถาสามใบให้พี่น้องได้อยู่ร่วมกัน อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

.
ที่มาข้อมูล