in

โยคะ กับการกินอย่างสมดุล(มิตาหาระ)

โยคะ กับการกินอย่างสมดุล(มิตาหาระ)

โยคะและการกินอย่างสมดุล (มิตาฮาระ)

ปลายเดือนก.ค. ได้มีโอกาสไปสัมมนาที่นครนายก คณะผู้จัดงานยินดีอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินมื้อหลักแบบครบชุด แยกขนมระหว่างวัน แถมยังให้โจ๊กตอนดึกอีกด้วย เรียกได้ว่างานนี้มีแต่ของกินและของกิน

มนุษย์เราต้องกินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ? เคยอ่านเจอในหนังสือธรรมะ พระเจ้าตรัสว่าความหิวเป็นสิ่งที่น่าสังเวชอย่างยิ่ง หลายคนอ่านแล้วนึกไม่ออกเพราะเราอยู่ในสังคมอารยะที่ได้รับการจัดสรร จนคนส่วนใหญ่มีของกิน “เพียงพอ” ที่นั่น

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล โยคะ ศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานสมดุล ถูกกล่าวถึงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการกินที่ถูกต้อง (ก่อนโยคะ มีแนวคิดอินเดียโบราณที่น่าสนใจคือ คำอธิบายสรีรวิทยาของมนุษย์ ทฤษฎีนี้ของปัญจโกศะ ร่างกายมนุษย์แบ่งออกเป็น 5 ชั้น (โคชาคือเสื้อผ้า) โดยมีชั้นนอกสุดเรียกว่า อันนามายะ โกสะ อันนา แปลว่า อาหาร แปลว่า เนื้อ ผิวหนัง กระดูก อวัยวะของมนุษย์ ประกอบขึ้นจากอาหารที่เรากินเข้าไป)

ในหนังสือเรียนหฐปฏิกะโยคะ (เขียนเมื่อประมาณ พ.ศ. 2533) บรรยายเรื่องการกินดังนี้
1.15 (บทที่ 1 ประโยคที่ 15) การฝึกโยคะ (การพัฒนาตนเอง) จะไม่ได้ผลหากผู้ฝึกรับประทานอาหารมากเกินไป ขยันเกินไป พูดมากเกินไป เข้มงวดเกินไป เจอคนฟุ้งซ่านเกินไป

1.38 มิตาฮาระ หมายถึง การรับประทานอาหารอย่างพอประมาณ เป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญที่สุด ในบรรดาการควบคุมตนเองทั้งหมด …

1.58 มิทาฮาระกำลังกินอาหารที่ไม่อิ่มท้องว่าง (เพื่อการย่อยอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ) มิทาฮาระกำลังรับประทานอาหารด้วยความระลึกถึงคุณธรรมของธรรมชาติ อย่ากินเพียงเพื่อความอร่อย

1.59 งดอาหารบางชนิดที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสจัด แอลกอฮอล์ กระเทียม เป็นต้น ที่ส่งผลต่อจิตใจ ไม่ว่าจะถูกกระตุ้นมากเกินไปหรือทำให้คุณเซื่องซึม เซื่องซึม

1.60 หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารอุ่นและอุ่น (เพราะมูลค่าอาหารต่ำมาก)

1.62 รับประทานอาหารที่เหมาะสม เช่น เมล็ดพืช ผัก ผลไม้ เป็นต้น

1.63 กินอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ในตำราอัษฎางคโยคะ (เขียนราวปี พ.ศ. 2300) ซึ่งเปรียบเสมือนการอธิบายขยายความโองการต่าง ๆ ในตำราโยคะโบราณอย่างละเอียดยิ่งขึ้น อธิบายการกินดังนี้

1.38 มิตาฮาระ ซึ่งเป็นหลักธรรมข้อที่เก้าของการควบคุมตนเอง 10 ประการ คือ การกินอย่างมีจุดมุ่งหมาย ที่จะนำเราไปสู่สภาวะแห่งสัทธรรมอันเป็นสภาวะแห่งความบริสุทธิ์ ความตื่น ความเบิกบานใจ

1.39 กินโดยตระหนักว่าอาหารที่เรากินเหมาะสมหรือไม่ เป็นอาหารที่เรากินหรือไม่? เพราะอาหารเป็นอย่างไร เราที่กินก็เช่นกัน

1.40 กินอาหารเบาๆ ย่อยง่าย ไม่อิ่ม ยังมีเวลาท้องว่างอยู่หนึ่งท้องเสมอสำหรับผู้ที่ยังคงจัดการกับเรื่องทางโลก กินอาหารมาก ๆ ประมาณ 32 คำต่อมื้อ กินอาหารเพียงครึ่งเดียว หรือ 16 คำต่อมื้อ เหตุผลก็เพื่อความสมดุล การกินมากเกินไปทำให้เกิดอาการง่วงนอน การกินอาหารมากเกินไปทำให้หายใจได้บ่อยกว่าปกติ

4.12 ให้กินในขณะที่รูจมูกขวาของเราเปิดอยู่ ดื่มน้ำในขณะที่รูจมูกซ้ายของเราเปิดอยู่ สำหรับผู้ที่กำลังถือศีลอด เริ่มละเว้นเมื่อรูจมูกซ้ายเปิด (โยคีเชื่อว่าในขณะที่รูจมูกขวาของเราเปิดอยู่ สภาวะของร่างกายตื่นตัวเหมาะกับกิจกรรมที่เติมพลัง ในทางกลับกัน ขณะที่รูจมูกซ้ายของเราเปิดอยู่ สภาวะของร่างกายจะผ่อนคลาย เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมที่ไม่ ต้องการพลังงาน)

สังคมสมัยใหม่ เราได้เปลี่ยนวิธีการกินของเราไปมากแล้ว เรากินตามนาฬิกา เรากินตามความอร่อย เรากินตามใจชอบ หากคุณหยุดสักครู่ได้ลองไตร่ตรอง เราจะเห็นว่า การรับประทานอาหารเป็นกระบวนการขัดเกลาของชีวิต ผู้ที่สนใจโยคะและฝึกโยคะควรสร้างทัศนคติต่อการกินที่สมดุล การกินในระดับปานกลาง และการรับประทานอาหารอย่างมีสติ

อยากจะฝากไว้สักหน่อย เพราะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เพื่อนครูโยคะ คนหนึ่งต้องสอนโยคะตั้งแต่ 17.00 น. ถึง 20.00 น. เป็นเวลาหลายเดือน เลยพยายามเลิกกินอาหารเย็นด้วย เขาบอกฉันว่าสองวันแรก ในคืนก่อนเข้านอน เขารู้สึกหิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่สาม เขาหิวมาก เป็นทุกข์มาก ตอนเช้าตื่นมาเล่นโยคะนั่งกินข้าว ฉันรู้สึกว่าข้าวที่ฉันกินนั้นอร่อยเป็นพิเศษ ฉันรู้สึกว่ามันเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดที่ฉันเคยกินมา พลอยเห็นว่าเป็นทุกข์และสุข หรืออย่างที่เขาอธิบายว่าเหรียญเดียวกัน 2 ด้าน เมื่อเห็นเช่นนั้นก็หลุดพ้นจากความผูกพันในความทุกข์-ความสุข นั่นคือ ได้หยุดทานอาหารเย็นแล้ว “เห็นขุมนรก”ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ท่านได้รับจากการละเว้นจากการรับประทานอาหารเย็นจนมีความตั้งใจว่า ถึงแม้จะเลิกสอนภาคค่ำแล้ว อาหารเย็นก็ยังดำเนินต่อไป นอกจากนี้เขายังเสริมว่าการงดอาหารเย็นจะช่วยให้ฝึกสมาธิในตอนเช้าได้ดีขึ้น

.
ที่มาข้อมูล