in

แอสไพริน อันตราย


แอสไพรินเป็นอันตราย

“กำหนดใช้แอสไพรินในเด็ก หลังเด็กน้อยที่ลพบุรีเสียชีวิต

กลางเดือนสิงหาคม มีข่าวเด็กหญิง 9 ขวบ จ.ลพบุรี ป่วยไข้หวัดใหญ่เสียชีวิตจากการกินแอสไพรินเพื่อลดไข้ จนกลายเป็นโรค Reye’s Syndrome ภาวะแทรกซ้อนที่นำไปสู่ภาวะตับวาย กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายและมาตรการควบคุมการใช้ยาแอสไพริน เพื่อบรรเทาอาการไข้ในเด็ก

แอสไพริน เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้บรรเทาอาการปวดและลดไข้ ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปแม้แต่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน มีทั้งแบบเม็ดและแบบผงในซอง มีแบรนด์ดังมากมายที่ชาวบ้านคุ้นเคย ยานี้มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่เดิมทำมาจากเปลือกของต้นวิลโลว์ บริษัทยาได้สังเคราะห์ ผลิตเป็นอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายไปทั่วโลก ยานี้ถือว่าถูกมาก ซึ่งได้มีส่วนร่วมในวิถีชีวิตของคนไทยมาหลายชั่วอายุคน เด็กเล็กเมื่ออากาศร้อนหรือมีไข้หวัด ผู้ปกครองจะซื้อซองแอสไพรินให้ลูกกินเอง เฉพาะเมื่ออาการไม่บรรเทาลง จึงค่อยพาลูกไปพบแพทย์ นักศึกษา เมื่อมีอาการปวดหัว มีไข้ ปวดประจำเดือน พวกเขาจะขอยาจากห้องพยาบาลของโรงเรียน คนงาน ชาวนา ชาวนา ต่างเจ็บปวดจากการทำงาน นิยมรับประทานยาบรรเทาแอสไพริน

20-30 ปีที่แล้ว คนกลุ่มนี้ชอบทาน APC (APC) แบบซอง ซึ่งเป็นยาสามชนิดรวมกัน ได้แก่ แอสไพริน ฟีนาซีติน และคาเฟอีน ทุกวันจนเกิดอาการแทรกซ้อนจากแอสไพรินเป็นโรคกระเพาะหรือมีเลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้ทะลุ วงการแพทย์ได้รณรงค์แก้ไขปัญหานี้มาหลายปีแล้ว ในตอนแรกมีเพียง phenacetin เท่านั้นที่ถูกถอนออก แต่ปัญหายังไม่คลี่คลาย เพราะเชื่อกันว่าผู้บริโภคติดคาเฟอีน (คล้ายกับการติดกาแฟ) แต่ถูกวางยาพิษด้วยแอสไพรินผสมในซองเดียวกัน จนกระทั่งเมื่อประมาณ 14-15 ปีที่แล้ว คาเฟอีนก็ถูกถอนออกไป เหลือเพียงแอสไพรินในซองยาแก้ปวด หลังจากนั้นพบว่ายาลดลง และอาการแทรกซ้อนก็ลดลงอย่างมาก

ที่วงการแพทย์รู้มาช้านานว่า แอสไพรินมีประโยชน์หลายประการด้วยความระมัดระวัง

ประการแรก ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หากใช้เป็นประจำเช่นในกรณีของสูตร APC จึงมีคำเตือนว่า ห้ามใช้ในผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร

ที่สอง ยานี้ป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ทำให้เลือดออกง่าย ห้ามใช้ในผู้ที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก หรือโรคเลือดที่เลือดออกง่าย

ที่สาม หากใช้บรรเทาอาการไข้ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ที่ติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส หัด คางทูม ฯลฯ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการเรเย สมอง (เช่น ง่วงนอน หมดสติ ชัก) และอาการของตับ (ตับโตและไม่ทำงานหรือตับวาย) ที่มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง

ดังนั้น ในช่วงไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา แพทย์ได้หลีกเลี่ยงการใช้แอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการไข้ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าตนเองป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก หรือติดเชื้อไวรัสอื่นๆ หรือไม่ เพื่อความปลอดภัยเราหันมาใช้ยาพาราเซตามอลแทน รวมทั้งในการบรรเทาอาการปวดต่างๆ พาราเซตามอลก็มักใช้แทนแอสไพริน

ทุกวันนี้ แพทย์ใช้แอสไพรินเป็นยาป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด เนื่องจากคุณสมบัติในการทำให้เกล็ดเลือดไม่จับตัวเป็นก้อนตามที่กล่าวข้างต้น (ด้วยฤทธิ์ทำให้เลือดออกง่าย) คุณสมบัติของแอสไพรินนี้ จึงมีทั้งผลประโยชน์และบทลงโทษ ซึ่งต้องได้รับการคัดเลือกให้เหมาะสมสำหรับบุคคลทั่วไป บางคนยังใช้ยาแอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการปวด ที่น่าเป็นห่วงคือใช้บรรเทาอาการไข้ ผู้คนมักไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเกิดจากไข้เลือดออกหรือไม่ หรือติดเชื้อไวรัสอื่นๆหรือไม่ หากเผลอนำไปใช้ร่วมกับโรคกลุ่มนี้ อาจเกิดอันตรายได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

สรุปเพื่อบรรเทาอาการไข้ ควรหันมาใช้ยาพาราเซตามอลแทนแอสไพริน อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดจากแอสไพริน การใช้พาราเซตามอลจึงควรระมัดระวัง ห้ามใช้มากเกินไป (ผู้ใหญ่ควรรับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทำซ้ำทุกๆ 6 ชั่วโมง ห้ามใช้เกิน 8 เม็ดหรือ 4 กรัมต่อวัน เด็กเล็กไม่เกิน 10 ช้อนชา หรือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน) อาจส่งผลต่อตับ ทำให้ตับวายเฉียบพลัน เป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดภาวะไตวายได้ หากใช้ยาพาราเซตามอลในปริมาณมาก หรือขนาดสูงเป็นเวลานาน ต้องระวังไม่ให้หลุดรอดจากจระเข้เสือ

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th