in

เลือกนมเด็กอย่างไรให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก

เลือกนมเด็กอย่างไรให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก

การเลือกนมสำหรับทารกให้เหมาะกับวัยของลูก จะทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่สำคัญ เช่น โปรตีน แคลเซียม และวิตามินต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย เด็กที่ดื่มนมไม่เพียงพออาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว เช่น น้ำหนักน้อยเกินไป ลดความหนาแน่นของกระดูกและอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกเปราะก่อนเข้าสู่วัยแรกรุ่น

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ทารกแรกเกิดกินนมแม่อย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน และให้นมลูกด้วยอาหารต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 ปี มล. 2-3 แก้วต่อวัน อ่านเกี่ยวกับการเลือกนมสำหรับทารกที่เหมาะสมกับวัย เพื่อพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กในบทความนี้

เลือกนมอย่างไรให้เหมาะกับวัย

เลือกนมให้เหมาะกับวัย

เด็กในวัยต่างๆ มีความต้องการทางโภชนาการที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองควรเลือกนมทารกตามอายุของเด็ก ดังนี้

วัยทารก (อายุ 01 ปี)

ทารกตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือนควรกินนมแม่อย่างเดียว และควรกินต่อเนื่องจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้นควบคู่ไปกับอาหารที่เหมาะสมกับวัย เพราะนมแม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อต่างๆ และช่วยให้เด็กเติบโตตามวัย แต่คุณแม่บางคนอาจมีโรคประจำตัว ต้องทานยาที่อาจไม่ปลอดภัยสำหรับให้นมลูก หรือนมแม่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก การให้นมสูตรอาจเป็นทางเลือกแทนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้

นมผงสำหรับทารก มีหลายสูตร เช่น นมผงสูตรสำหรับทารกแรกเกิดถึง 1 ขวบ และสูตรสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ขวบ ซึ่งทำมาจากนมวัวและจัดทำขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับทารก รวมถึงนมผงสำหรับทารกที่แพ้นมวัว (Dairy Allergy) เช่น นมผงที่ทำจากนมถั่วเหลือง หรือสูตรนมโปรตีนไฮโดรไลซ์ อย่างไรก็ตาม การให้อาหารสูตรไม่สามารถทดแทนสารอาหารที่ทารกได้รับเต้านมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกนมสูตรแทนนมแม่เสมอ

โดยเฉลี่ย ทารกแรกเกิดควรได้รับนมประมาณ 45–90 มล. ทุก 2-3 ชั่วโมงและเพิ่มขึ้นตามอายุ เมื่ออายุ 6 เดือน ควรให้นมประมาณ 180–230 มล. ทุก 4-5 ชั่วโมง นม ปริมาณและความถี่ของการให้อาหารแตกต่างกันไปตามอาหารของเด็ก

เด็กก่อนวัยเรียน (อายุ 1-5 ปี)

มารดาสามารถให้นมลูกต่อไปได้หลังจากอายุ 1 ขวบ เพราะนมแม่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารไม่ว่าแม่จะให้นมลูกนานแค่ไหน แต่หลังจากที่ลูกอายุครบ 1 ขวบ คุณแม่สามารถให้ลูกดื่มได้นมวัวควบคู่ไปกับหรือแทนนมแม่หากแม่ไม่สบายหรือลูกไม่ดื่มนมแม่อีกต่อไป

เด็กอายุ 1-2 ปีควรดื่มนมพาสเจอร์ไรส์ที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเพื่อโภชนาการ เช่น แคลเซียม ไขมัน และโปรตีนครบถ้วน เด็กอายุ 2-5 ปีสามารถดื่มนมพร่องมันเนยและนมพร่องมันเนยแทนนมไขมันเต็มได้ เด็กอายุระหว่าง 1-5 ปี ควรดื่มนม 240 มิลลิลิตรต่อวัน พร้อมเครื่องดื่มเสริมพร้อมอาหารหลักเพื่อให้ครบ 5 หมู่อาหาร

พ่อแม่ควรระวังอย่าให้ลูกกินมากเกินไปจนกว่าลูกจะอิ่มและปฏิเสธที่จะกิน นอกจากนี้ยังอาจทำให้ทารกได้รับแคลเซียมและโปรตีนจากนมมากเกินไป ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กน้อยลงและเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

เด็กวัยเรียน (อายุ 6-12 ปี)

เด็กอายุ 6-12 ปี เป็นช่วงวัยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอในแต่ละวัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว แก้วละ 200 มล. พร้อมอาหาร 3 มื้อในอาหารหลักในปริมาณที่เหมาะสม

เทคนิคเลือกนมให้เหมาะกับลูก

นอกจากการเลือกน้ำนมสำหรับทารกให้เหมาะสมกับวัยแล้ว ผู้ปกครองควรคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้ด้วย:

  • นมเด็กควรไม่มีรสจืด เนื่องจากนมปรุงแต่งมักมีน้ำตาลในปริมาณมาก ซึ่งอาจเสี่ยงต่อโรคฟันผุและโรคอ้วน
  • เลือกนมที่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์แล้ว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และตรวจสอบวันหมดอายุของนมทารกเสมอ หากหมดอายุแล้วไม่ควรใช้อีก
  • ถ้าเด็กมีแพ้แลคโตส (แพ้นม) หรือมีอาการแพ้นมวัว ควรปรึกษากุมารแพทย์ แพทย์ของคุณอาจแนะนำนมที่ปราศจากแลคโตสสำหรับลูกน้อยของคุณ หรือกินอาหารอื่นๆ ที่มีสารอาหารเพียงพอ เช่น แคลเซียม โปรตีน และไขมัน เพื่อทดแทนการขาดสารอาหารเหล่านี้จากการดื่มนมวัว
  • หากลูกของคุณแพ้นมวัว คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเลือกนมที่เหมาะสมกับอายุของคุณ เช่น สูตรโปรตีนย่อย และนมถั่วเหลือง เป็นต้น
  • เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปควรได้รับอาหารครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อ เน้นกินผัก ผลไม้ ธัญพืชขัดสี โปรตีน และไขมันดีควบคู่ไปกับการดื่มนม ยังเป็นความคิดที่ดีที่จะให้น้ำลูกของคุณเพียงพอสำหรับความต้องการในแต่ละวัน

การเลือกนมแม่ให้เหมาะสมกับวัยจะช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายตามเกณฑ์ หากลูกของคุณมีอาการแพ้แลคโตส พวกเขามักจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องร่วง อาเจียน หรืออาการแพ้นมวัว ส่งผลให้เกิดผื่นแดง คันรอบดวงตา ใบหน้า และปาก ปวดท้องและท้องเสียควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป

.
ที่มาข้อมูล