in

เลี้ยงลูกแบบไหน เข้าข่าย “พ่อแม่รังแกฉัน”

เลี้ยงลูกแบบไหน เข้าข่าย “พ่อแม่รังแกฉัน”

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ถือว่าเป็น

พ่อแม่ยุคใหม่ที่มีคุณวุฒิ อายุ เงินทอง หลายครอบครัวมีลูกคนเดียวหรือมีลูกคนเดียว กับความคิดอยากให้ลูกคนนี้รักเต็มที่หรือเพื่อให้ลูกไม่ต้องเผชิญสภาพความเป็นอยู่จึงมักจะเลี้ยงลูกในทางที่เกื้อหนุนกันเกินไป ทำตามใจตนเพราะไม่ ต้องการที่จะรุกรานลูกของคุณ กลัวลูกไม่รัก ดูแลปกป้องแบบที่ลูกไม่ต้องทำอะไร พ่อแม่จะทำ จนแทบจะเรียกได้ว่าลูกมีหน้าที่หายใจเข้าออกเท่านั้น

การเลี้ยงลูกที่กล่าวถึงข้างต้น แน่นอนว่ามันส่งผลเสียมากกว่าผลดี ที่เรียกว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” เพราะนั่นเป็นวิธีที่ผิดในการเลี้ยงลูกที่ส่งผลเสียต่ออนาคตของเด็ก ที่ชัดเจนที่สุดคือวันที่พ่อแม่ไม่อยู่กับเขาแล้ว เขาจะอยู่อย่างไรให้เป็นที่ยอมรับหรืออยู่ในสังคมได้โดยไม่มีปัญหา? พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความรักมากเกินไปอาจลืมประเด็นนี้ไป

“พ่อแม่รังแกฉัน” คือวิธีที่พ่อแม่ทำร้ายลูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว เกิดจากความรักและความปรารถนาดีที่จะดูแลลูกให้ดีที่สุด แต่ก็มากเกินไป เพราะการเลี้ยงลูกในแบบที่พ่อแม่คิดว่าดีที่สุด อาจไม่ได้ดีสำหรับลูกเสมอไป การเลี้ยงลูกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อแม่ต้องใส่ใจ ให้ความสำคัญ ให้ความรักอย่างถูกต้องและเหมาะสม ถ้าอย่างนั้น เรามาดูความรักที่คุณมีต่อลูกๆ กันดีกว่า อยู่ในเครือข่าย พ่อแม่ของคุณรังแกฉันหรือเปล่า

  1. ความรักที่เหนือความรักมักจะทำลายล้าง

พ่อแม่หลายคนรักลูกมากเกินไป รักลูกจนหลง เลี้ยงลูกเหมือนไข่ในก้อนหิน ทำให้ปฏิบัติต่อลูกในทางที่ผิดซึ่งถึงขั้น “รักเกินรัก มักทำลาย” คือ สุดท้ายลูกไม่มีที่ยืนในสังคมที่ไม่ได้อยู่ในบ้านไม่มีใครอยู่ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยการทำตัวเป็นปัญหาสังคม อันเป็นผลจากการรักลูกในทางที่ผิด ลูกของคุณเองเป็นทุกอย่าง เด็กคนนี้ไม่เคยทำอะไรผิด อย่าทำดีแทนที่จะสอนกลับสนับสนุน ปกป้องทุกอย่างที่ผิด ถูก ละเลย ลูกของคุณเองดีกว่าคนอื่น สิ่งเล็กๆ น้อยๆ มากเกินไป ช่วยทำให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ ที่ไม่พูดอะไร ไม่ฟัง ชอบดูถูกคนอื่น เป็นปัญหาที่ไม่เคยรู้จักตัวเอง อย่าปล่อยให้ลูกทำอะไรเอง กลัวลูกจะเจ็บ กลัวลูกจะเสียใจ กลัวผิดหวัง แบบนี้คนได้ผลเต็มที่คือลูก

  1. หล่อนอยากได้อะไรก็หามาให้

พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกตามความต้องการ อยากได้อะไรขอให้พ่อแม่ทำทุกอย่าง อย่าขุ่นเคืองหรืออธิบายว่าทำไมจึงควรเป็นเช่นนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ทารกร้องไห้มักจะปลอบใจกับสิ่งต่าง ๆ ทุกครั้งโดยไม่ใช้วิธีพูดอย่างมีเหตุผล เลี้ยงลูกในลักษณะที่ถูกใจ ผลก็คือพวกเขาจะเอาแต่ใจตัวเอง ต้องการสิ่งใด ความอดทนต่ำ ไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไร บงการ ก้าวร้าว เพราะทุกสิ่งได้มาง่ายเสมอ ไม่เช่นนั้น มันก็จะอวดพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก แบบนี้เมื่อลูกออกไปเจอสังคมภายนอก เขาก็จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ยาก หรือปรับตัวเข้ากับคนอื่นไม่ได้อาจกลายเป็นเด็กโดยไม่มีเพื่อนได้

  1. ถูกและผิดไม่เคยสอนจบเสมอ

ความคิดที่ว่า “ลูกฉันไม่ผิด” และ “ลูกฉันเป็นคนดี” มักจะพบได้เสมอ อันที่จริง พ่อแม่ทุกคนที่แยกแยะถูกผิดได้จะรู้ในใจว่าลูกผิดหรือเปล่า แต่ด้วยความปรารถนาที่จะปกป้องเด็ก เขามักจะแก้ตัวและโทษเขา บอกตัวเองว่าลูกชายของฉันจะเป็นอย่างไร และเขาพูดถูกเสมอ แต่ไม่เคยสอนให้เป็นแบบนี้เพราะกลัวลูกจะเสียใจที่โดนดุ โดนทำโทษ เสียหน้าเพราะถูกสั่งสอน จึงทำให้เด็กเสียสามัญสำนึก ไม่สามารถแยกแยะถูกผิดกลายเป็นเด็กซุกซนที่ ชอบรังแกคนอื่น พฤติกรรมก้าวร้าว ทำอะไรไม่เคยรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ จะกลายเป็นปัญหาสังคมในที่สุด และทำผิดได้โดยไม่รู้สึกอาย

  1. ละเลยการดูแล

เด็กทุกคนต้องการความรักและความเอาใจใส่ แต่พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานและไม่มีเวลาอยู่กับลูก ผลคือลูกขาดความอบอุ่น และมีไม่กี่คนที่ขาดการฝึกอบรมและการสอน เด็กกลุ่มนี้มักจะแสวงหาความสุขจากนอกบ้าน เมื่อฉันไปโรงเรียน ฉันพบว่าการได้อยู่กับเพื่อนคือความสุข ความรัก และความอบอุ่นที่ฉันไม่เคยได้จากบ้าน เป็นเพื่อนกัน ถ้าเจอเพื่อนที่ดีก็ดี แต่ถ้าเจอเพื่อนเลว ความกังวลก็จะตามมา อีกทั้งผู้ปกครองกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก ดังนั้นฉันจึงแทบไม่เคยรู้เลยว่าเด็กๆ ประสบความสำเร็จอะไรบ้าง ดังนั้นเขาจึงไม่เคยชื่นชมหรือสนับสนุนลูก ๆ ของเขา มีโอกาสที่จะคิดว่าพ่อแม่ไม่รักพวกเขาเช่นกัน การอยู่ห่างจากพวกเขาด้วยความห่วงใยหมายความว่าลูก ๆ ของพวกเขาไม่เคยรู้สึกถึงความรัก ไม่ว่าพ่อแม่จะรักคุณมากแค่ไหน

  1. อธิษฐานเผื่อเด็กทุกคน

มีพ่อแม่ไม่กี่คนที่คิดว่าการรักลูกคือการให้ลูก โดยที่ลูกไม่ลำบาก บางคนเลี้ยงลูกในลักษณะที่ช่วยให้เงินแก้ปัญหาได้หมด ไม่จำเป็นต้องใช้สมองและสติปัญญา ผลลัพธ์ก็กลับกัน เพราะเด็กๆ ทำอะไรไม่ได้ด้วยตัวเอง คิดเองไม่ได้ พึ่งตนเอง ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าคิด กล้าที่จะพูด; การเข้าสังคม การอยู่กับเพื่อนกลุ่มหนึ่งคิดว่าคนอื่นก็คงต้องทำแบบเดียวกับที่พ่อแม่ทำ แม้ว่าคุณต้องการที่จะทำด้วยตัวเองทำไมไม่? ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร นี่คือสิ่งที่พ่อแม่อาจลืมคิดว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อดูแลลูกไปตลอดชีวิต ในวันที่ต้องอยู่คนเดียวจะเป็นยังไงถ้าไม่ได้ทำอะไรเอง?

  1. การกำหนดกรอบงานที่เข้มงวดเกินไป

ไม่ผิดที่จะวางกรอบงานหรือสั่งสอนลูกของคุณ อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ ต้องทำตามกฎของสังคม แต่ถ้ากรอบนั้นเข้มงวดเกินไปทุกอย่าง ก็ส่งผลเสียต่อพฤติกรรมของเด็กได้เช่นกัน เมื่อเด็กจำเป็นต้องเข้าสังคม พวกเขาจะปรับตัวได้ยากกว่าเด็กคนอื่นๆ ที่สำคัญพวกเขาอาจนำไปสู่พฤติกรรมโกหกและโกงเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษเมื่อพวกเขาทำผิดในขอบเขตปกติ อาจจะมีพฤติกรรมที่เรียกว่าอกหัก เพราะรู้สึกสนุกที่จะหลุดพ้นจากขอบเขตที่เคร่งครัด อีกทั้งยังรวมถึงผู้ปกครองที่ลากเส้นให้ลูกเดิน ซึ่งลึก ๆ แล้วคือการเติมเต็มสิ่งที่ขาดในวัยเด็ก บังคับเส้นทางชีวิตให้ลูกคิดว่าเป็นทางที่ดีที่สุด แต่ไม่เคยถามความคิดเห็นของเด็ก ถ้าคิดจะข้ามกรอบก็จะกลายเป็นลูกกตัญญู

  1. เป็นแบบอย่างในทางที่ไม่ดี

เด็กมักจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ เท่าที่เห็นและได้ยินตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของเด็ก พบว่าเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมจากคนใกล้ชิด เมื่อลูกอยู่บ้าน ลูกจะมองเห็นพฤติกรรมของคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ได้อย่างไร? หากพ่อแม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อลูก เช่น ความรุนแรง การล่วงละเมิดทางร่างกาย ภาษาหยาบคาย เด็กจะรับรู้และซึมซับพฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านั้น เห็นมากขึ้นทุกวัน มันจะยิ่งฝังแน่นในพฤติกรรมของตัวเองในอนาคต เมื่อโตขึ้นก็ยากที่จะแก้ไข เมื่อลูกเห็นพฤติกรรมแย่ๆ ก็เป็นอย่างนั้นเสมอ และไม่มีใครสอนว่าเป็นสิ่งไม่ดี จะเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่คนธรรมดาทำ ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เมื่อลูกเข้าสังคมพฤติกรรมนี้ก็จะนำไปประยุกต์ใช้กับผู้อื่นต่อไป

.
ที่มาข้อมูล