in

เป็นเกาต์ต้องดูแลตัวเองอย่างไร


สมโภช/ลพบุรี : ผู้ถาม

ปัจจุบันฉันอายุ 55 ปี ฉันมีอาการปวดข้อบ่อยๆ มักเริ่มปวดเมื่อยตอนกลางคืน และจะปวดข้อเท้า ข้อเข่า โดยเฉพาะบริเวณหัวแม่ตีน มันเจ็บมากจนบางครั้งเดินไม่ได้เลย สังเกตเห็นผิวหนังบริเวณนั้น มีอาการแสบร้อนและแดง เมื่อเริ่มรักษา ผิวหนังบริเวณนั้นมักจะลอกและคัน ไปหาหมอ
บอกว่าโรคเกาต์ต้องกินยายังแย่ลงไปอีก แต่ซักพักก็มีอาการเดิมอีก ไม่รู้ว่าโรคนี้จะหายขาดได้หรือไม่ และดูแลตัวเองอย่างไร
โปรดช่วยคุณหมอแนะนำด้วย

นพ. สุรเกียรติ อาชนานุภาพ : จำเลย

โรคเกาต์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอันตรายได้ เช่น ความทุพพลภาพ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และยังพบว่าอาจมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงและภาวะหลอดเลือดตีบตันมากกว่าคนปกติ และหากควบคุมโรคเหล่านี้ไม่ได้ ก็อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ในที่สุด โรคหลอดเลือดสมองและไตวาย

ดังนั้นควรทำการรักษาต่อไป โดยรับประทานยาควบคุมกรดยูริกและตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
การปฏิบัติจะทำดังนี้
ดื่มน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 3 ลิตรต่อวันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วในไต
2. หากคุณมีน้ำหนักเกิน คุณควรลดน้ำหนักทีละน้อย อย่าลดลงอย่างมากเพราะจะทำให้เซลล์เสื่อมเร็ว และผลิตกรดยูริกทำให้ข้ออักเสบรุนแรงขึ้นได้
3.ในขณะที่มีอาการปวดข้อ ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ และอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เครื่องในทุกชนิด กะปิ น้ำผลไม้ที่สกัดจากเนื้อสัตว์ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อกระต่าย กุ้ง หอย กุนเชียง , ไส้กรอก, เนื้อเป็ด, เนื้อห่าน, เนื้อไก่, เนื้อไก่งวง, ปลาซาร์ดีน, ไข่มะรุม, อะคาเซีย, อะคาเซีย แตงกวา หน่อไม้ เห็ด หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดอก ถั่ว ถั่วงอก พริกป่น สะเดา หน่อสาหร่าย ผัก เป็นต้น แต่ถ้าไม่มีอาการปวดข้อและทานยาลดกรดยูริกเป็นประจำค่ะ ไม่ต้องอดอาหารเหล่านี้ นี้อย่างเคร่งครัด
4. ยาบางชนิด เช่น แอสไพรินหรือยาขับปัสสาวะ thiazide อาจทำให้ร่างกายขับกรดยูริกได้น้อยลง ดังนั้นคุณไม่ควรซื้อยามากินเอง คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานี้

ถึงแม้จะไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม ก็ควรไปรับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าระดับกรดยูริกในเลือดเป็นปกติหรือไม่

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th