in

เบาหวาน : โรคภัยเงียบ หรือ เพชฌฆาตมืด


วันที่ 14 พฤศจิกายน เป็น “วันเบาหวานโลก”

คอลัมน์ “สารานุกรมโรค” นี้เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับโรคเบาหวาน
คาดว่าคนไทยประมาณ 4-6 เปอร์เซ็นต์ป่วยด้วยโรคนี้ในโรงพยาบาลต่างๆ จึงมีผู้ป่วยเบาหวานเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะโรงพยาบาลในจังหวัดและอำเภอต่างๆ จะมีผู้ป่วยเข้าคิวตรวจเลือดที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตี 4 ถึงตี 5 และมีเวลาเพียง 2-3 นาทีในการไปพบแพทย์

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวในการควบคุมน้ำตาลตามเป้าหมายที่ต้องการ คือให้น้ำตาลสูงกว่าปกติ

เนื่องจากภาระงานหนัก (แพทย์น้อยลง ผู้ป่วยมากขึ้น) และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการพบผู้ป่วย แพทย์มักจะประเมินค่ากลูโคสที่ตรวจพบในแต่ละครั้ง หากพบว่าระดับน้ำตาลสูง มักมีการสอนให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร (ห้ามกินโน่นแหน่) ถ้าพบว่ายังสูงอยู่ แพทย์มักดุหรือขู่เข็ญ (“ถ้าคุมน้ำตาลไม่ดีจะเป็นโรคหัวใจ เป็นอัมพาต…ต้องฟอกไต…ต้องตัดทิ้ง…”)

ผู้ป่วยบางรายได้เรียนรู้ว่าหากการอดอาหารรุนแรงเป็นเวลาหนึ่งหรือสองวันก่อนการตรวจเลือดตามกำหนด ค่าน้ำตาลจะลดลงสู่ระดับปกติ หมอจะพอใจ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจที่จะควบคุมอาหารเพียง 1-2 วันก่อนพบแพทย์ แต่ก่อนหน้านั้นตลอดทั้งเดือนเขายังคงกินตามใจชอบต่อไป วิธีนี้ก็เหมือนหลอกหมอให้รอด (อย่าวิพากษ์วิจารณ์)

โรงพยาบาลบางแห่งสามารถส่งการทดสอบดัชนีน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยสะสม (HbA 1 C) ซึ่งใช้ในการประเมินว่าระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ซึ่งต่างจากการตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนค่าน้ำตาลในระหว่างวันเท่านั้น

คนที่หลอกหมอก็รอด เมื่อแพทย์ส่งคุณไปทดสอบระดับน้ำตาลสะสมเฉลี่ย คุณจะพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณสูงเกินไป สะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการควบคุมโรคแต่อย่างใด

สาเหตุที่แพทย์ให้ความสนใจกับระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย เนื่องจากโรคนี้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของร่างกายในการเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์ ทำให้เลือดคั่งและขับออกทางปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนร้ายแรงในระยะยาว ทำให้ทุพพลภาพและอายุสั้น

หากผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำตาลได้ดี ก็จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ และใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขเหมือนคนปกติ

ดังนั้นแพทย์จึง “เสียชีวิต” กับค่าน้ำตาลของผู้ป่วย รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ (เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือด น้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย)

แต่เนื่องจากโรคเบาหวานมีลักษณะที่แปลกไปจากโรคอื่น กล่าวคือ เป็นโรคที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกสบายใจ ฉันไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ต่างจากไข้หวัดที่มีไข้ เป็นหวัด ไอ หรือไส้ติ่งอักเสบที่มีอาการปวดท้องรุนแรง ต้องรีบไปพบแพทย์

แต่โรคเบาหวานเป็นโรคที่แพทย์กำหนด ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (หลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง) 126 มก./ดล. ขึ้นไปถือว่าเป็นเบาหวาน ต้องดูแลและควบคุมระดับน้ำตาลระหว่าง 70-130 มก./ดล. (ให้เต็มที่ไม่เกิน 150) จะปลอดภัย

ปัญหาคือ ผู้ป่วยที่มีค่าน้ำตาลในเลือดระหว่าง 10-200 มก./ดล. ไม่แสดงอาการเลย
ปัสสาวะบ่อยและกระหายน้ำบ่อยๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระดับน้ำตาล 200 ขึ้นไปเท่านั้น

คนไข้ไม่รู้ตัวว่า ต่อให้รู้สึกสบายตัวก็ยังเป็นเบาหวาน อันตรายจากโรคนี้ซ่อนอยู่ รวมทั้งไม่สามารถประเมินจากอาการ (ความรู้สึก) ได้ว่าควบคุมโรคได้ดีเพียงใด นอกจากการตรวจน้ำตาลในเลือด (ซึ่งต้องตรวจทุกวันหรือทุกสัปดาห์ไม่ใช่ทุก 1-2 เดือนตามธรรมเนียมปฏิบัติ)

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ผู้ป่วยบางรายที่มีดัชนีน้ำตาลสูงเล็กน้อย (สูงถึง 200) มักจะรู้สึกร่าเริง แต่ถ้าควบคุมไว้ที่ 70-130 ตามเป้าหมายที่ต้องการ คุณจะรู้สึกเหนื่อย วิงเวียน ไม่สบาย หรือเคยประสบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมาก่อน เขาเป็นลมและเกือบตาย ซึ่งเป็นประสบการณ์ใกล้ตายที่น่าสะพรึงกลัว ผู้ป่วยจะพยายามรักษาระดับน้ำตาลให้สูง แทนที่จะรักษาระดับไว้ต่ำ บางคนจะแอบปรับปริมาณยาเองตามอำเภอใจ (รู้สึกสบายหรือไม่สบาย) ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งหมด

การประเมินการรักษาด้วยตนเอง (จากอาการหรือความรู้สึก) ของผู้ป่วยจึงขัดแย้งกับแพทย์โดยสิ้นเชิง (เน้นที่ค่าน้ำตาลเป็นหลัก)

ลักษณะของโรคเบาหวานนั้นแตกต่างจากโรคทั่วไปดังกล่าว ดังนั้น โรคเบาหวานจึงเป็น โรคเงียบ หรือนักฆ่ามืด (นักฆ่าเงียบ)

แพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัวควรหาวิธีสื่อสารซึ่งกันและกันเพื่อให้เข้าใจธรรมชาติที่เงียบของโรคนี้

เมื่อมีสติสัมปชัญญะและตรัสรู้ในธรรมชาติดังกล่าว ผู้ป่วยก็จะมองเห็นความจำเป็นในการตรวจน้ำตาลในเลือดบ่อยขึ้น และสามารถปรับพฤติกรรมให้ถูกต้องได้จากค่าน้ำตาลที่ประเมินอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลดีต่อการควบคุมโรคในที่สุด

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th