in

เถาวัลย์เปรียง รักษาอาการปวด

เถาวัลย์เปรียง รักษาอาการปวด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิจัย พบสารสกัด “เถาเปียง” มีคุณสมบัติรักษาอาการปวดเทียบเท่าไดโคลฟีแนค และยานาพรอกเซนไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง ยังคงเก็บข้อมูลให้องค์การเภสัชกรรมของรัฐผลิต

นพ. จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว การทดลองทางคลินิกร่วมกันเพื่อกำหนดประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของสารสกัด ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง 70 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้ป่วยที่ได้รับแคปซูล Liana Extract ในขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน และผู้ป่วยที่ได้รับยา “Liana Riang” ระบบการปกครองปัจจุบันของ diclofenac 25 มก. 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 วันแสดงให้เห็นว่าความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทั้งสองกลุ่มในวันที่ 3 และวันที่ 77 ผู้ที่ได้รับสารสกัดจากเถาวัลย์พบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 7 ของการรักษาแต่ยังคงปกติ และไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและผลกระทบ

นพ.จักรธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมกันทำการวิจัยทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 125 ราย เข้าร่วมโครงการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยที่ได้รับยานาพรอกเซนแผนปัจจุบันขนาด 250 มก. วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 4 สัปดาห์ และผู้ที่ได้รับนาโพรเซน 250 มก. วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 4 ปี สัปดาห์ ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดไอวี่ 400 มก. วันละสองครั้งเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ยานาโพรเซนสมัยใหม่และสารสกัดไอวี่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยใกล้เคียงกัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งสองชนิดมีความพึงพอใจกับการรักษาร้อยละ 80


นางมาลี บุญจ็อบ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของสารสกัดเถาวัลย์ในอาสาสมัครสุขภาพดี 59 คน อาสาสมัครได้รับสารสกัดจากเถาวัลย์ 1 แคปซูล (200 มก./แคปซูล) วันละสองครั้ง เช้าและเย็น เป็นเวลา 2 เดือน ใช้ทั้งหมดโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดและควบคุมคุณภาพไปยังองค์การเภสัชกรรม เพื่อให้มีการผลิตยาเพื่อจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรมและใช้กันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะโรงพยาบาลต่างๆ ได้มีการประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุ

.
ที่มาข้อมูล