in

เตือนภัย เด็กเล็กเล่น “มือถือ” นาน อาจเสี่ยง “ตาเหล่”

เตือนภัย เด็กเล็กเล่น “มือถือ” นาน อาจเสี่ยง “ตาเหล่”

เตือนลูกใช้มือถือนานๆอาจเสี่ยงตาเหล่

หลายคนอาจจะอ่านข่าวแล้วพบว่าเด็กเล็กไม่ควรจ้องหน้าจอมือถือมากเกินไป เสี่ยงสายตาสั้น นอกจากจะเสี่ยงสายตาสั้น หรืออาจเสี่ยงสมาธิสั้นแล้วยังเสี่ยงตาเหล่หรือ “เหล่” เราสามารถเรียกสภาวะผิดปกตินี้ได้เช่นกัน เหล่จากการโฟกัส (esotropia สบาย ๆ )

เหล่จากการโฟกัสคืออะไร?

ศ.นพ. สโกวรัตน์ คุณาวิศรุต จักษุแพทย์ โรงพยาบาลตา หู คอ จมูก อธิบายว่า ตาหย่อนลงเนื่องจากการเพ่งสมาธิ Accommodative esotropia เป็นภาวะที่ตาเหล่ถูกกระตุ้นโดยการมองเห็นในระยะใกล้ แถมยังเล่นเกมมากเกินไป แต่ต้องมีภาวะสายตายาวตามอายุปานกลางอยู่แล้วด้วย

ในคนปกติ เมื่อเราเหลือบมองวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ เช่น การอ่านหนังสือ จะเกิดกระบวนการที่เรียกว่าภาพสะท้อนใกล้โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้มองเห็นวัตถุในระยะใกล้ได้ชัดเจน จะมีอยู่ 3 ปรากฏการณ์คือ

  • กระจกตาเพิ่มพลังการหักเหของแสงโดยการพองตัว (ขั้นตอนนี้จะเสื่อมหรือน้อยลงจนทำไม่ได้เมื่ออายุมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุมองไม่เห็น)
  • ลูกตากลิ้งเข้าหากันทั้งสองข้าง (บรรจบกัน) พร้อมกับ
  • รูม่านตาหดตัว

เมื่อทั้งสามสิ่งนี้เกิดขึ้นด้วยดี วัตถุระยะใกล้จะโฟกัสที่เรตินา มีเด็กบางคนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ประเภทที่เรียกว่าสายตายาวคือพลังการหักเหของแสงของดวงตา (เกิดจากกระจกตาและกระจกตา) โฟกัสน้อยกว่าปกติ ไม่เพียงพอ มองเห็นวัตถุทั่วไปไม่ชัดเจนเพื่อให้ชัดเจน กระจกตาต้องเพิ่มกำลังการหักเหของแสงตลอดเวลา จึงเปรียบเสมือนเด็กที่เพ่งมองอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ลูกตาจึงมารวมกันที่หัวตา เหล่

กลุ่มเสี่ยงที่จะเหล่จากการโฟกัส

เด็กที่มีอาการนี้มักมีอายุประมาณ 2 ½ ปี (ประมาณ 6 เดือนถึง 7 ปี) หรืออายุมากกว่า 7 ปี ซึ่งมักจะไม่เป็นเช่นนั้น

ในระยะแรกจะเหล่บ้างเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองอย่างใกล้ชิด เป็นเวลานานเขาจะมองทั้งไกลและใกล้

เด็กส่วนใหญ่มีสายตายาวประมาณ 400 (300 ถึง 1,000) ถ้าความยาวน้อยกว่า 300 ก็มักจะไม่ใช่เพราะมันไม่เพิ่มขึ้นมากนัก หรือถ้านานมาก เด็กจะไม่โฟกัสเลย เพราะโฟกัสเท่าไหร่ก็ยังมองไม่ชัด จึงไม่ทำให้เหล่แต่จะทำให้เกิดอาการตาขี้เกียจแทน

เด็กบางคนอาจมีอาการหลังเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ ผู้ปกครองจึงมักเข้าใจว่าเกิดจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ บางคนอาจมีอาการตามัว

จะสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กมีความเสี่ยงที่จะสายตาเอียงเนื่องจากการเพ่งสมาธิ?

ศ.นพ. สุมาลี เกียรติบุญศรี จักษุแพทย์ ศูนย์บำบัดรักษา โรงพยาบาลพญาไท 2 ระบุว่า อาการของเด็กสามารถสังเกตได้ โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคตาเหล่ตั้งแต่อายุ 5 เดือนขึ้นไป เพราะในวัยนี้สามารถตรวจสอบได้ว่าเหล่แท้หรือไม่

การเล่นบนมือถือไม่ใช่ปัจจัยหลักของการเหล่จากการโฟกัส

นพ.ศักดิ์ชัย วงษ์กิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เด็กตาเหล่เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ

  1. กล้ามเนื้อโครงร่างไม่สมดุล
  2. มีการมองเห็นผิดปกติ สั้นหรือยาวเกินไป

โดยพื้นฐานแล้วเมื่อคนดูอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือเล่นมือถือ ลูกตาจะมีการเปลี่ยนแปลง 3 อย่าง

  1. สายตาให้โฟกัสภาพได้ชัดเจน
  2. รูม่านตาหดตัว
  3. เมื่อมองใกล้ตาทั้งสองข้างจะชิดกัน

ถ้าพ่อแม่สังเกตตัวเองหรือลูก จะพบว่าตาจะหมกมุ่นอยู่ตลอดเวลาเมื่อมองอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นกลไกปกติของดวงตาที่ช่วยให้เรามองเห็นในระยะใกล้ได้ชัดเจน ดังนั้นจริงๆ แล้ว สายตาของเด็กเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะที่ดวงตาอยู่ใกล้กันมาก จนบางคนดูเหมือนตกตะลึงอย่างนั้น บางครั้งคุณหยุดใช้หน้าจอและจะใช้เวลาสักพักกว่าที่มันจะหายไป เราเรียกเงื่อนไขนี้ว่า “การเติบโต”

การโฟกัสอาจเกิดขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นชั่วคราว และกลับสู่ภาวะปกติเมื่อหยุดยาหรือไปพบแพทย์เพื่อหยอดยาตามใบสั่งแพทย์

ฉันไม่อยากตื่นตระหนกกับการเล่นมือถือ จะทำลายกล้ามเนื้อตาหรือเกิดความผิดปกติอย่างถาวร ซึ่งในอดีต เด็กที่ได้รับการผ่าตัดรักษาตาเหล่ ส่วนใหญ่เป็นเพราะปัญหามาจากการมองเห็นเป็นหลัก

หรือกล้ามเนื้อตาไม่สมดุลแต่กำเนิด มีประวัติเล่นมือถือ แต่ไม่เกี่ยว

สำหรับแสงในมือถือจะเป็นแสงสีฟ้าที่มีความยาวคลื่นที่สูงกว่าแสงแดดปกติ เด็กที่เล่นโทรศัพท์มือถือ การได้รับแสงดังกล่าวจะส่งผลในระยะยาว อาจทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าอายุที่คาดไว้ เดิมทีจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ

แก้ตาเหล่จากการโฟกัส

อาการตาเหล่/ตาเหล่ชนิดนี้ เป็นภาวะที่เกิดจากอาการตาเหล่ที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด การแก้ไขข้อผิดพลาดในการหักเหของแสงด้วยการใช้แว่นสายตาในระยะแรกอาจรักษาให้หายขาดได้ด้วยการสวมแว่นสายตาเท่านั้น ดังนั้นการรักษาภาวะนี้ควรทำโดย

  1. การวัดสายตายาวที่ถูกต้องจะวัดด้วยยาหยอดตา ซึ่งทำหน้าที่บังคับให้กระจกตาบวม เพื่อวัดการมองเห็นที่แม่นยำที่สุด
  2. ให้เด็กสวมแว่นสายตาตามขนาด ต้องบังคับให้ใส่แว่นตลอดเวลา โดยทั่วไปถ้าใส่แว่นค่าที่วัดได้จะเป็นตรง ในช่วงแรกๆ เด็กอาจปฏิเสธที่จะสวมใส่เพราะรู้สึกว่ามองเห็นไม่ชัด เพราะเด็กจะเคยชินกับการจดจ่ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจช่วยได้โดยใช้ยาต้านการโฟกัส
  3. เมื่อใช้แว่นตาแก้ไข หากพบว่ายังมีเหล่เมื่อมองใกล้ ๆ ขณะมองไกลๆ ก็เริ่มตั้งตรง อาจจะต้องปรับเลนส์แว่นให้เป็นเลนส์คู่ เพิ่มพลังของเลนส์สายตาใกล้ให้ตาตรงสำหรับการมองเห็นทั้งในระยะใกล้และไกล
  4. บางคนถึงกับใส่แว่น 2 ชั้นไปชั่วขณะหนึ่ง ยังมีเหลือบมองอยู่บ้าง อาจพิจารณาการผ่าตัดเพิ่มเติม หากพบว่ามีอาการตาขี้เกียจด้วยก็จะต้องแก้ไขไปพร้อมๆ กัน

.
ที่มาข้อมูล