in

เดิน ๓ ที่ มี ๓ ข้อคิด


เดินรับลมหนาว
ลมหนาวพัดมาที่หน้าเขา สองขาต่อสู้เพื่อก้าวไปข้างหน้า
ยังอีกยาวไกล สุขใจทุกย่างก้าว
สุรเกียรติ อาชานุภาพ
18 พฤศจิกายน 2552 เวลา 07:00 น.
หนองประจักษ์ จ.อุดรธานี

เดินตากฝน
เดินตากฝนปนหยาดเหงื่อ
หลบหนีอย่างหนักจนถึงที่สุด
สุรเกียรติ อาชานุภาพ
3 ตุลาคม 2553 เวลา 07.15 น.
หนองประจักษ์ จ.อุดรธานี

เมื่อมีโอกาสไปอยู่ต่างจังหวัด ตอนเช้าก็ไปเดินออกกำลังกายที่สวนสุขภาพ หรือที่พักผ่อนสาธารณะ ถ้าไม่มีหรือที่พักอยู่ไกลก็จะเดินในที่โล่งรอบที่พัก
ฉันจะเดินเร็ว 30-40 นาที ให้มีระยะทางอย่างน้อย 1 กิโลเมตรทุกๆ 10 นาที ยังพัฒนาสมาธิและสติด้วยวิธีการต่างๆ เช่น นับตามจังหวะ (เช่น กำหนด ซ้าย-ขวา-ซ้าย นับ 1-2-1 นับ 1 ถึง 10 นับ 1 ถึง 100 ” นับ 1 ถึง 6 ต่อ 1 ลมหายใจเข้าหรือออก) ท่องหรือท่องในใจ “สะดุ้งสะอื้นสะอื้นว่างเปล่า” (6 คำ 1 คำต่อ 1 ก้าว) หายใจออก ท่อง “หยุด” -เยน-อนุญาต-วาง-ว่าง-ว่าง” (1 คำ ต่อ 1 ขั้น) ท่องกวีเรื่องสติ) ยังนำความสงบสุขสดชื่นมาให้อีกด้วย
บ่อยครั้ง การเดินทำให้เกิดความคิดที่กลั่นกรองเป็นบทกวีต่างๆ
ได้มีโอกาสไปเที่ยวอุดรธานีหลายครั้ง ทุกครั้งที่ตื่นเช้าออกไปเดินเล่น “หนองประจักษ์” ซึ่งเป็นสวนสุขภาพขนาดใหญ่ที่เทศบาลสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายของราษฎร
กลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วฉันเดินท่ามกลางลมหนาว และต้นเดือนตุลาคมปีนี้ฉันเดินท่ามกลางสายฝนโปรยปราย แม้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ยังคงถูกบังคับให้เดินจนครบ 2 รอบ (รอบละ 3 กิโลเมตร)
เหมือนเส้นทางชีวิต เมื่อเจออุปสรรคหรืออุปสรรคอย่าท้อถอย มีสติรู้เป้าหมายชีวิตและสิ่งต่างๆ ที่ควรทำในแต่ละช่วงวัยของชีวิต รู้จักผ่อนคลาย เอาชนะอุปสรรคแต่ละอย่าง ก้าวไปสู่เป้าหมายชีวิตของคุณ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกพอใจกับแต่ละกิจกรรมที่ทำ ประสบความสำเร็จ (แม้จะเพียงเล็กน้อย) หรือเรียนรู้ (ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม)
เมื่อไปค่ายที่นครราชสีมา (ต้นเดือนตุลาคมปีนี้) ก็เดินวนไป “สวนน้ำบุ่งตาหลั่ว” ใกล้ที่พัก เป็นพื้นที่ที่ค่ายทหารได้มอบให้เทศบาลเพื่อพัฒนาเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ (เดียวกับหนองประจักษ์)
พอเดินมาซักพักก็เริ่มรู้ทีละก้าว เรียกว่า “ก้าวขวาคือถูก ซ้ายไปซ้ายอย่างที่เราเรียกกัน แต่ครู่หนึ่งก็จงใจล้อเล่น เรียกตรงข้ามกัน เรียกว่า ก้าวขวาไปซ้าย” ก้าวจากซ้ายไปขวา” บทที่เรียกว่า “สมมติฐานการถอนตัว”
นี่เป็นวิธีลดความผูกพันกับสิ่งต่างๆ (รวมถึงกรอบแนวคิด ความเชื่อ นิสัย ตำแหน่ง สถานะ ค่านิยม) อันได้แก่ ภาษา พระราชกฤษฎีกา และค่านิยมที่เป็นที่ยอมรับหรือนิยมเฉพาะในสังคม/ชุมชนเฉพาะหรือแต่ละยุคสมัยที่อาจไม่เป็นที่ยอมรับหรือนิยมในสังคมอื่น /ชุมชนหรือยุคอื่นจึงไม่ใช่ความจริงที่สัมบูรณ์ แต่มันคือความจริงสมมุติ (หรือสมมุติ)
เช่น ภาษาของแต่ละชาติ จะเรียกต่างกัน เช่น คำว่า “ขวา” ฝรั่งเรียก “ขวา” “ซ้าย” ชาวฝรั่งเรียกว่า “ซ้าย” คนจีนเรียกแขกต่างกัน สิ่งที่เรียกว่า “ขาขวา” เป็นความจริงอย่างแท้จริง แต่ภาษาที่เรียกว่าเป็นความจริงสมมติ
ตัวอย่างเช่น การประเมินค่า “วันเกิด” ของชาวต่างชาติเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อวันครบรอบเหมือนวันเกิดของใครบางคน คนใกล้ชิดต้องใส่ใจ หากลืมไป อาจกลายเป็นความไม่พอใจอย่างใหญ่หลวง แต่คนเอเชียไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
แพทย์หรืออาจารย์บางคนถือเอา “หัวโขน” นี้เป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าใครไม่เรียก “หมอ” หรือ “ครู” ต่อหน้าชื่อ พวกเขาจะโกรธเคืองกับการไม่เคารพ
หากคุณยึดติดกับ “สิ่งสมมุติ” คุณมักจะพบกับความหงุดหงิด ความไม่พอใจ และความไม่พอใจ หากคุณสามารถ “ถอนสมมติฐาน” ได้ คุณจะพบความเบา ความสุข และความพึงพอใจเสมอ
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฝึก “ถอนสมมติฐาน” อย่างสม่ำเสมอ
สุดท้ายก็ได้ไอเดียจากการเดินบนหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในช่วงกลางเดือนตุลาคมปีนี้ชื่อ “คลื่นแห่งความไร้สาระ”
เพื่อให้รู้สึกถึงคลื่นทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่งเราเดินทีละก้าว เห็นระลอกน้ำที่เกิด-ดับแล้วสัมผัสได้ถึงลมที่พัดเป็นจังหวะ ทำให้เห็นธรรมชาติของความเปลี่ยนแปลง (อนิจจา)
การเห็นอนิจจังของสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จิตที่ปล่อยวางไม่ยึดติดกับสิ่งของ; จิตใจที่เป็นกลางจะพบความสำเร็จและความเยือกเย็นในที่สุด

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th