in

เจาะผิวหนังแฟชั่นที่เสี่ยงอันตราย

เจาะผิวหนังแฟชั่นที่เสี่ยงอันตราย

เจาะผิวหนังแฟชั่นอันตราย

อันที่จริง การเจาะผิวหนังสามารถทำได้ทั่วร่างกาย และการเจาะผิวหนังบางอย่างก็เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรมทั่วโลก เช่น การเจาะหู อาจเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การเจาะจมูกแบบเอเชียใต้ หรือเจาะปากแอฟริกัน

แต่ที่น่ากังวลคือการเจาะผิวหนังที่วัยรุ่นนิยมใช้ เป็นการเจาะระหว่างลูกค้าและเจ้าของธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แพทย์และอาจไม่มีความรู้ทางการแพทย์ด้วย

เจาะหู มีมานานกว่า 5,000 ปีแล้วที่หูของทาสถูกเจาะ ในพิธีรับทาสรับใช้ในครัวเรือน ต่อมาได้พัฒนาจนกระทั่งเจาะหูใส่ต่างหูเครื่องประดับจนแพร่หลายไปทั่วโลก
การเจาะหูสามารถทำได้โดยใช้เข็ม กระบอกฉีดยา หรือเครื่อง ตำแหน่งดั้งเดิมสำหรับการเจาะคือติ่งหู เพราะเนื้อบริเวณนี้นุ่มจึงไม่เจ็บมาก ในยุคนี้นิยมเจาะหูมากกว่าหนึ่งรู ตั้งแต่ใบหูจนถึงหูชั้นในและใบหูชั้นใน และประดับหูด้วยต่างหูชนิดต่างๆ

ในทางการแพทย์ ตรงกันข้ามกับการเจาะหูผ่านกระดูกอ่อน (บริเวณกระดูกอ่อนหูและปีกจมูก) เพราะหากเจาะไม่ถูกวิธีหรือเครื่องมือที่ไม่สะอาดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปที่กระดูกได้ ซึ่งในระยะยาวจะทำให้เปลือกหูหรือจมูกนิ่มจนเสียรูปทรง

การดูแลบาดแผลหลังการเจาะหู ควรทำความสะอาดแผลที่จุดเจาะด้วยแอลกอฮอล์ถู จะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์กว่าแผลจะหายสนิท
ปัญหาที่พบบ่อยหลังการเจาะหูคือการแพ้นิกเกิล ซึ่งพบได้ในทองคำ พบได้บ่อยในผู้หญิง หรือโลหะเจือปนใน ทองของต่างหูสามารถกระตุ้นการแพ้ (ในบางกรณี) ในบางกรณีก้อนแข็งจะเกิดขึ้นที่บริเวณที่เจาะ เพราะมีวัตถุแปลกปลอมเข้ามาขณะเจาะหู
การเจาะจมูกซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของชาวอินเดียนแดงคือการเจาะจมูกของชาวอินเดียนแดง วัยรุ่นชอบเจาะรูจมูกที่อยู่ติดกับสันจมูก การเจาะผิวหนังบริเวณนี้จะไม่มีปัญหา แตกต่างจากการเจาะหู แต่การติดเชื้อจะสูงขึ้นเพราะช่องจมูกติดเชื้อรุนแรง ในบางครั้ง และการเจาะจะต้องผ่านกระดูกอ่อนดังนั้นเมื่อการอักเสบของกระดูกอ่อนจะทำให้ปีกจมูกยุบ แผลที่เกิดจากการเจาะควรหายสนิทภายใน 6-8 สัปดาห์

เจาะลิ้น เจาะกลางลิ้นซึ่งห่างจากปลายลิ้น 1 นิ้ว เพื่อป้องกันการเจาะทะลุผ่านหลอดเลือด และการติดเชื้อในช่องปากพบได้บ่อยกว่าการเจาะบริเวณผิวหนังอื่นๆ แผลที่ลิ้นจะหายภายใน 4-6 สัปดาห์
การเจาะลิ้นอาจทำให้เกิดปัญหาเลือดออกได้ นอกจากนี้ยังสามารถมีความแออัดหลังจากเจาะ ในบางกรณีแผลจะบวมมากจนทำให้กินและน้ำลายได้ยาก และปัญหาที่จะตามมาคือ เครื่องประดับลิ้นจะกระทบฟัน ทำให้ฟันสึก บิ่น หรือหัก และในบางกรณีอาจทำให้รากฟันตายได้ นี้อาจทำให้เกิดการอักเสบและกลิ่นปาก
ในขณะเดียวกัน การถอดเครื่องประดับและล้างต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะอาจลื่นเข้าไปในท่อช่วยหายใจได้

เจาะสะดือ ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ การเจาะสะดือควรทำเฉพาะในกรณีที่สะดือบุ๋มโดยการเจาะด้านบนของสะดือเท่านั้น แผลจากการเจาะสะดือจะหายช้ามาก คือประมาณ 9-12 เดือน เรียกว่าจนกว่าแผลจะสมาน เสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคได้นานหลายปี

นอกจากนี้ยังมีการเจาะที่แปลกประหลาด เช่น เจาะปากผ่านบริเวณแก้ม เจาะหัวนม เจาะเป้า เจาะริมฝีปาก เจาะกะบัง เหนือริมฝีปากบน ให้เจาะคิ้ว

ใครไม่ควรเจาะผิวหนัง?
รวมทั้งผู้ป่วยโรคไขข้อ โรคลิ้นหัวใจหรือโรคไตอักเสบ ทั้งนี้เนื่องจากบาดแผลที่ผิวหนังอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่เป็นอันตรายซ้ำๆ สามารถเพิ่มไปยังอวัยวะที่มีอยู่ได้ ที่สำคัญอาจมีการติดเชื้อเอดส์จากการใช้เครื่องมือร่วมกันอีกด้วย

นอกจากนี้ หากมีเหตุฉุกเฉิน กิ๊บติดผมก็อาจเป็นปัญหาในการดูแลได้เช่นกัน เพราะไม่ใช่แพทย์ทุกคนที่รู้วิธีถอดเครื่องประดับออกจากผิวหนังของร่างกาย (ทันเวลา) และบางครั้งอาจปิดบังอวัยวะภายในบางส่วนเมื่อจำเป็นต้องใช้รังสีเอกซ์ หรือเครื่องประดับที่เป็นโลหะอาจเข้าไปรบกวน การใช้เครื่องมือรักษาบางอย่าง

เรื่องของแฟชั่นก็เหมือนวัฏจักรของการเกิดและการตาย เป็นที่นิยมแล้วเลิก เลิกแล้วกลับมาดังอีกครั้ง เป็นอย่างนี้ตลอด ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนสร้างกระแสและโฆษณา นี่เป็นสิทธิส่วนบุคคล
แม้ว่ากระแสสังคมจะเป็นแนวทางในหลายๆ เรื่อง แต่คำตอบสุดท้ายคือภูมิคุ้มกันทางปัญญาของแต่ละคน หรือ EQ สำคัญที่สุด อะไรควรเลียนแบบ อะไรไม่ควรเลียนแบบ

.
ที่มาข้อมูล