in

อาโรคยปรมา ลาภา “ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง”

อาโรคยปรมา ลาภา “ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง”

อโรคยาพารามะละปะ “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”

ทุกคนจะเห็นด้วยกับข้อความนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นโรคทางกาย จิตใจ หรือจิตวิญญาณ โดยเฉพาะผู้อ่าน “หมอชาวบ้าน” และหลายๆ คนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เวลาที่เราป่วย มันเกิดจากสองสาเหตุหลัก

เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เช่น โรคบิด อหิวาตกโรค วัณโรค เป็นต้น

2. การใช้ชีวิตที่ผิดวิธีรวมถึงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ ตราบใดที่ภูมิคุ้มกันของเราดีก็ยังไม่มีอาการ แต่เมื่อภูมิต้านทานของเราต่ำ? ร่างกายไม่สมดุล ระบบอวัยวะแปรปรวน แล้วเจ็บป่วยจะถามหาทันที

ปีหน้าผู้เขียนอายุเกือบ 50 ปีแล้ว และจำได้ว่าตอนเด็กๆ ป่วยบ่อยเป็นหวัดและภูมิแพ้ หากอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เช่น จากร้อนเป็นเย็นหรือเย็นเป็นร้อน น้ำมูกจะไหลทันที ส่วนใหญ่จะมีไข้ เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ คือคนที่หายากิน ถ้ามากไปต้องไปหาหมอเดี๋ยวก็หายภายใน 1 อาทิตย์ การรักษาก็เหมือนเดิม แต่หายไปภายใน 2 สัปดาห์ และเมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากจะเป็นหวัดแล้ว ยังมีโรคเครียดอีกอย่างที่เพิ่งมาและค่อยๆ หายไปเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว

ทำไมและทำไม? และเอาจริงเอาจัง ก่อนหน้านั้นฉันสนใจอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ แต่อ่านหนังสือธรรมะในยามทุกข์เท่านั้น หลังจากพบว่าตนเครียดเพราะความมุ่งมั่น มักบังคับสถานการณ์และคนรอบข้างให้เป็นวิถีของตน โดยไม่รู้ว่าจิตเป็นนาย กายเป็นทาส เมื่อสภาวะของจิตใจมีความเครียด ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ เหนื่อย อ่อนล้าและตึงเครียด จนเกิดเป็นก้อนเนื้อในโพรงมดลูก ครั้นทบทวนชีวิตตนเองอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงลงมือปฏิรูปตนเองอย่างจริงจัง ดูแลกาย ใจ และวิญญาณอย่างจริงจัง สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติต่อไปนี้มากขึ้น:

1. ตื่นนอนตี 4 เปิดวิทยุฟังธรรมะ ฝึกสติ (สติปัฏฐาน 4) เดินสมาธิจนถึง 6 โมงเช้า และก่อนเข้านอน ให้เดินนั่งสมาธิต่อไปอีก 1 ชั่วโมง พยายาม นอนไม่เกิน 22.00 น. หรือมากกว่านั้นถ้าเป็นไปได้

2. ทำโยคะประมาณ 30-40 นาที หากคุณมีเวลาน้อยลงในแต่ละวัน ให้เลือกทำท่าบางท่า

3. สวดมนต์ทุกเช้าและก่อนนอน และแผ่เมตตาให้ตัวเองและทุกคน ยิ่งถ้ามีคนที่เราไม่ชอบ หรือเขาไม่ชอบเรา แพร่กระจายมากขึ้นทุกวัน ความรู้สึกของคุณที่มีต่อบุคคลนั้นจะดีขึ้นในที่สุด

4. เดินเล่น (พัฒนาสติด้วย) ในตอนเช้าและตอนเย็น พื้นที่สนามหญ้าเท้าเปล่า เพื่อรับพลังชีวิต คือ อากาศบริสุทธิ์ ดิน และแสงแดดอ่อนๆ (ข้อนี้ถ้าวันไหนหรือประจำเดือนไม่ออกกำลังกาย สุขภาพจะต่ำ สังเกตว่าสุขภาพคุณไม่ค่อยแข็งแรง เช่น อาจเป็นหวัด แต่รักษาได้เร็วกว่าคนทั่วไป

5.อ่านหนังสือธรรมะและหนังสือสุขภาพ หรือพ็อกเก็ตบุ๊คที่ให้ข้อคิดดีๆทุกวัน

6. ดื่มปัสสาวะแก้ว (ของคุณเอง) เมื่อตื่นนอนตอนเช้าโดยไม่ดื่มตอนต้นและตอนท้าย

7. กินอาหารมังสวิรัติ ให้ปฏิบัติศีลข้อที่ 1 อย่างถี่ถ้วน (ไม่ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ไม่ควรกินกับเนื้อจึงจะดี) เพื่อสุขภาพ เพราะในเนื้อจะมีสารพิษตกค้างอยู่มาก และจะส่งผลอย่างมากต่อสภาพจิตใจ กล่าวคือ จิตใจจะอ่อนโยนมากขึ้น (ข้อนี้ บางคนมีโรคประจำตัว เมื่อกินอย่างเหมาะสม ให้เน้น ข้าวกล้อง ถั่ว งา ผักและผลไม้ บวกฝึกจิตใจให้มองดู ในแง่บวกทุกอย่างก็ปรากฏว่าโรคสงบลงมากแล้ว)

8. คุณเห็นอะไร ได้ยินอะไร รู้อะไรไหม? หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด หายใจเข้าลึกๆ หายใจเข้ายาวๆ

9. ทำการดีท็อกซ์หรือล้างพิษด้วยสวนทวาร สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หากรู้สึกไม่สบายในช่วงเวลาใด หรือรู้ตัวว่าทานอาหารที่มีประโยชน์มากเกินไป เช่น ของหวาน อาหารรสจัด และแป้งขาว คุณจะดีท็อกซ์บ่อยขึ้น

10. พยายามอ่านใจ อ่านกิเลสของตัวเองตลอดเวลา ถ้ารู้ว่าเมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองชั่ว ให้หยุดคิด หยุดพูด และหยุดทำทันที

11. มิตรภาพกับเพื่อนคือการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือแสวงหาความรู้ที่สามารถพัฒนาตนเองได้ ลดความต้องการลงเป็นประจำ (อาจเป็นคนหรือหนังสือ)

12. ช่วยงานอาสา งานการกุศลโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน คือการเป็น “ผู้ให้” อย่างต่อเนื่อง จะนำมาซึ่งความสุข สุขมากกว่าการเป็น “ผู้รับ” หลายเท่า

13. จัดสรรพื้นที่ในบ้านสำหรับปลูกต้นไม้ตามใจชอบ หรือปลูกผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน เช่น ใบโหระพา ใบกระถิน ใบยอ ใบชะพลู ออมพันธุ์ เป็นต้น

ที่สรุปทั้งหมด ผู้เขียนกำลังทำงาน บางรายการบางวันได้คะแนนเต็ม หรือเกือบเต็ม แต่บางคำถาม บางวันสอบตกด้วย เลยอยากให้กำลังใจนักอ่านที่กำลังฝึกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน? ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ถ้าคุณไม่ก้าวแรก ก็จะไม่มีก้าวต่อไป และเป้าหมายก็จะยิ่งไกลออกไป ปัจจุบันผู้เขียนมีครอบครัวหนึ่งคน ลูกชายวัย 19 ปี และสามีอายุ 14 ปี ซึ่งทำงานในรัฐวิสาหกิจ ผู้เขียนเองได้ลาออกจากงานประจำตั้งแต่ปี 1994 เพื่อทำธุรกิจขายตรงจนถึงปี 1998 ปัจจุบันเขาเลิกทำงานเหล่านี้แล้ว ดำเนินชีวิตและปฏิบัติวิปัสสนาเป็นประจำ การเป็นอาสาสมัครของสโมสร อันเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตในปี 2542 ปัจจุบันนี้ สุขภาพร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณดีขึ้นอย่างมาก เพราะงานที่ผู้เขียนทำคือ “ให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่การสะสมบุญและความเห็นแก่ตัวจึงมีความสุขมากกว่าในอดีตที่ทำงานเพื่อเงิน โชคลาภ เกียรติยศ และคำสรรเสริญ ดังนั้นหากมนุษย์ทุกคนในโลกนี้สามารถเป็น “ผู้ให้” แทน “ผู้รับ” ได้ โลกของเราก็จะมีแต่ความสุขสงบ

.
ที่มาข้อมูล