in

อัณฑะบิดตัว

อัณฑะบิดตัว

ลูกอัณฑะบิด หมายถึงภาวะที่สายน้ำกามบิดเบี้ยว เวียนรอบตัวเองทำให้เกิดอาการปวดอัณฑะบวม ซึ่งมักเกิดขึ้นกะทันหัน หากไม่รักษาอย่างทันท่วงที ก็มักจะทำให้เนื้อเยื่ออัณฑะตายเนื่องจากขาดเลือด ผู้ป่วยต้องสูญเสียลูกอัณฑะหนึ่งลูก ภาวะมีบุตรยาก โรคนี้มักพบในวัยรุ่นหรือทารก
โรคนี้ถือเป็นกรณีฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์ทันที

♦ ชื่อไทย ลูกอัณฑะบิด
♦ ชื่อภาษาอังกฤษ แรงบิดของลูกอัณฑะ

♦ สาเหตุ
มักเป็นผลจากการพัฒนาที่ผิดปกติของสายอัณฑะและเนื้อเยื่อที่ปกคลุมอัณฑะ ซึ่งเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดทำให้ถุงอัณฑะหลวมกว่าปกติ ทำให้อัณฑะพลิกตัวเมื่ออายุมากขึ้น

♦อาการ
มักมีอาการปวดอย่างรุนแรงในลูกอัณฑะ ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหันภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บางคนอาจมีอาการปวดบริเวณช่องท้องส่วนล่าง บางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

บางคนอาจมีอาการปวดที่เกิดขึ้นในเวลากลางคืนจนกว่าผู้ป่วยจะตื่น หรืออาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่างๆ

ผู้ป่วยสามารถปัสสาวะได้ตามปกติ ไม่มีอาการแสบร้อนหรือแสบร้อน
ด้านที่เจ็บปวดของลูกอัณฑะมักอักเสบ บวม เจ็บเมื่อสัมผัส และพบว่าลูกอัณฑะสูงกว่าปกติ
บางคนอาจพบว่าตนเองมีไข้

♦ การแยกโรค
ปวดอัณฑะหรือก้อนที่อัณฑะบวม อาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น
– ลูกอัณฑะอักเสบ (กล้วยไม้) ซึ่งอาจพบในวัยรุ่นหรือคนหนุ่มสาวที่เป็นโรคคางทูม เกิดจากไวรัสที่ทำให้เกิดคางทูม (ต่อมน้ำลายอักเสบทั้งสองข้างของคาง) กระจายไปตามกระแสเลือดไปยังลูกอัณฑะ บางชนิดอาจเกิดจากโรคหนองในที่ลามไปที่ลูกอัณฑะ หรือจากการติดเชื้ออื่นๆ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดอัณฑะ และลูกอัณฑะบวมแดงมักมีไข้

– ไส้เลื่อน
(ไส้เลื่อนขาหนีบ) มักมีอาการบวมที่ลูกอัณฑะเมื่อยืน นั่ง หรือไอ และหายไปเมื่อนอนราบ ไม่มีอาการปวด ก้อนเนื้อดูนิ่มไม่เจ็บแต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนกลายเป็นไส้เลื่อนที่เกาะติด (ลำไส้ที่เลื่อนถุงอัณฑะที่ติดอยู่ในลำคอไม่ไหลกลับเข้าไปในช่องท้อง) จะทำให้บวมได้

และปวดอย่างต่อเนื่องและมักมีอาการปวดท้องและอาเจียนเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนของลำไส้อุดตัน

– ก่อนน้ำ (ไฮโดรเซล) หมายถึงการเกิดซีสต์ภายในถุงอัณฑะ ซึ่งพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชรา มักมีลักษณะเป็นก้อนเนื้ออ่อนที่ด้านหนึ่งของถุงอัณฑะ โดยไม่ยุบตัวในท่าใดๆ ไม่มีความเจ็บปวดเลย

– มะเร็งอัณฑะ มีก้อนแข็งที่ลูกอัณฑะหนึ่งก้อน ไม่เจ็บแต่โตเร็ว มักเกิดขึ้นระหว่างอายุ 15-34 ปี
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีลูกอัณฑะบวมควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเกิดขึ้นอย่างกะทันหันหรือมาพร้อมกับความเจ็บปวด คุณควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

♦ การวินิจฉัย
แพทย์มักวินิจฉัยโรคตามเรื่องราวของผู้ป่วย และการตรวจพบก้อนแข็งและเจ็บปวดอาจต้องได้รับการยืนยันด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์และการตรวจพิเศษอื่นๆ

♦ การดูแลตัวเอง
หากพบว่ามีอาการปวดอัณฑะและอัณฑะแข็งและเจ็บปวด ควรไปพบแพทย์ทันที

♦ การรักษา
แพทย์จะให้การรักษาโดยการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขการบิดงอของลูกอัณฑะและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
ต้องทำการผ่าตัดภายใน 6-8 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ จึงสามารถถนอมลูกอัณฑะไว้ได้

♦ ภาวะแทรกซ้อน
หากอาการยังคงอยู่เป็นเวลา 6-12 ชั่วโมง เนื้อเยื่ออัณฑะจะกลายเป็นภาวะขาดเลือด ทำให้เนื้อเยื่อตายได้ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
หากปล่อยไว้จนอัณฑะตาย อาจต้องผ่าตัดเอาลูกอัณฑะที่เสียหายออก ซึ่งอาจทำให้มีบุตรยากได้

♦ ความก้าวหน้าของโรค
หากได้รับการผ่าตัดแก้ไขให้ทันท่วงที คนไข้จะหายเป็นปกติ และสามารถถนอมลูกอัณฑะได้
แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกิน 6 ชั่วโมง ลูกอัณฑะนั้นมีโอกาสเสียชีวิตจากการขาดเลือด ต้องผ่าตัด

♦ ความชุก
โรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย พบได้บ่อยในช่วงอายุ 12-18 ปี และพบได้น้อยในผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดขึ้นในทารกในช่วงปีแรกของชีวิต

.
ที่มาข้อมูล