in

หัวใจของเรา(ตอนจบ)

หัวใจของเรา(ตอนจบ)

เรื่องนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์เพื่อใช้เป็นอุทาหรณ์แก่บุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะแก่หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะโรคหัวใจไม่ได้เลือกเพศและอายุ แต่จะกล่าวถึงเฉพาะโรค “ความแออัดของหลอดเลือดหัวใจ” ที่เกิดขึ้นกับผมจนต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช

ฉบับที่แล้วเล่าถึงที่มาของอาการ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองจนต้องไปตรวจสมรรถภาพร่างกายและฉีดเอ็กซ์เรย์ ผลที่ได้คือหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ต้องรักษาให้หายด้วยการผ่าตัดเท่านั้น

เวลาผ่าตัด
วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2548 (ก่อนผ่าตัด 3 วัน) คุณหมอให้ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจความพร้อมของร่างกายอีกครั้ง ปรากฎว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว โดยเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2548 ฉันตื่นแต่เช้า ไม่มีความกลัวหรือความตื่นเต้นเพราะการเตรียมตัวและการเตรียมตัวที่ยาวนาน นอกจากความไว้วางใจในความสามารถและประสบการณ์ของแพทย์ในการผ่าตัดแล้ว เวลาประมาณ 07.30 น. พยาบาลก็นำยานอนหลับมาให้ฉัน แต่ฉันไม่ได้ผล็อยหลับไปเป็นเวลาสั้น ๆ จนกระทั่งเวลา 9.00 น. ขณะที่พนักงานผลักเข้าไปในห้องผ่าตัด หลังจากนั้นเขาก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ทีมศัลยกรรมมีนพ. สมชาย ศรียศฉัตร ศัลยแพทย์เป็นหัวหน้าทีม วิสัญญีแพทย์คือนพ. อังคาบ ปราการรัตน์ และยังมีศัลยแพทย์ ผู้ช่วยวิสัญญีแพทย์ ผู้ช่วยพยาบาลในห้องผ่าตัด เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ ฯลฯ

ศัลยแพทย์หัวหน้าทีมจะต้องมีประสบการณ์ในการผ่าตัดหัวใจ 5-10 ปีขึ้นไป ในขณะที่คนอื่นๆ จะต้องได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง และได้รับการฝึกฝนให้ทำงานร่วมกันอย่างมีระเบียบและสอดคล้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด การผ่าตัดหัวใจจึงจัดเป็นทีม ยิ่งทำงานร่วมกันนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ว่ากันว่าทีมหมอสมชายคือดรีมทีม นพ.สมชายทำการผ่าตัดหัวใจมานานกว่า 10 ปี แทบทุกวัน บางวัน 2-3 ราย กรณีใช้เวลาไม่นาน)

ประมาณ 15.00 น. ฉันตื่นนอนใน ICU อาคารสยามิน (อาคารเดียวกับห้องผ่าตัด) ฉันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดมากตรงไหน แค่รำคาญที่มีท่อในปาก บนไหล่ แขน บนท้อง และท่อปัสสาวะ หลังจากนั้นเขายังคงหลับใหลต่อไป โดยมีพยาบาลให้ยาแก้ปวดและยาอื่นๆ ส่วนใหญ่ผ่านทางสายยางที่แขน ร่างกายยังมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด

สรุปได้ว่าการผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ทำบายพาสหลอดเลือดหัวใจสี่ครั้งโดยใช้เส้นเลือดที่ขาขวาที่ยื่นจากด้านบนเล็กน้อยไปยังกระดูกโคนขาที่ขาหนีบ และใช้หลอดเลือดแดงจากกระดูกสันอกด้วย การผ่าตัดดังกล่าวต้องเปิดใจ โดยการตัดตรงกลางกระดูกหน้าอกและกางออกเพื่อให้สามารถเบี่ยงได้หลายเส้น ระยะนี้ต้องใช้หัวใจและปอดเทียมในการทำงาน เพราะเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงต้องทำในขณะที่หัวใจหยุดทำงานชั่วคราว (แต่ถ้าเป็นบายพาสเล็กๆ น้อยๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบเพียง 1 ตัว ก็สามารถทำได้โดยที่หัวใจไม่ต้องหยุด ซึ่งแพทย์ไทยตอนนี้ทำได้ ทำได้เป็นชาติที่ 3 ของโลก ดีจริงๆ)

ผลพลอยได้อีกอย่างของการผ่าตัดครั้งนี้คือ แพทย์พบว่ากระดูกหน้าอกของฉันผิดปกติ ซึ่งลอยได้ ไม่แน่น อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้ฉันต้องตายในปี 2528 คุณหมอจึงเย็บกระดูกต้นแขนให้ ถูกยึดและยึดไว้อย่างแน่นหนา 20 ปีแห่งการพังทลาย

หลังผ่าตัด 4-5 วัน อาการดีขึ้นเรื่อยๆ เคลื่อนไหวมากขึ้น และไม่เจ็บมาก แค่เจ็บหน้าอกมากเวลาไอ ซึ่งเป็นธรรมชาติของผู้เข้ารับการผ่าตัดใหม่ (แต่หมอต้องแขวนป้าย “ห้ามเยี่ยม” ที่หน้าห้อง เพราะปรากฏว่าเพื่อนและญาติสนิทมาเยี่ยมมากจนอาการไม่ดีอยู่ 8 คน – หลังผ่าตัด 9 วัน หมอสมชายบอกให้กลับบ้าน แต่ขออยู่ต่ออีก 4-5 วัน เพราะอยากเข้มแข็งพอที่จะช่วยตัวเองให้มากกว่านี้ เพราะกลับบ้านจะไม่สะดวกเท่าเข้าอยู่ โรงพยาบาลที่มีคนพร้อมบริการตลอดเวลา สรุปคือ ผมอยู่โรงพยาบาล 18 วัน (รวม 3 วันที่ผมอยู่ก่อนผ่าตัด)

อนึ่ง แผลผ่าตัดที่หน้าอกและขาแห้งสนิทประมาณวันที่ 12 หลังการผ่าตัด แพทย์จึงลอกพลาสเตอร์ที่ปิดไว้ออก และอีกสองสามวันต่อมาเขาก็สามารถล้างแผลด้วยน้ำได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้สครับทั้งสองแผล ปกติจะหายภายใน 6-8 สัปดาห์ แต่อาการเจ็บหน้าอกจะคงอยู่ไปอีกนานเพราะเป็นการผ่าตัดที่ลึกมาก

ช่วงพักฟื้นที่บ้าน
– ระยะเวลาพักฟื้นที่บ้านควรเป็น 6-8 สัปดาห์ อย่างน้อย
สัปดาห์แรกไม่ควรมีกิจกรรมอื่นใดนอกจากนั่ง นอน พักผ่อน เช่น เดินขึ้นลงบันไดวันละหลายๆ รอบ (ผมใช้วิธีค่อยๆ ลงบันไดไปในตอนเช้า กินเสร็จก็นั่งดู ทีวี อ่านหนังสือ นอน กินข้าว แล้วก็ขึ้นบันได อาบน้ำ เข้านอนเร็ว เพราะฉันยังเหนื่อย)
– ในระยะแรกมีของที่ห้ามโดยเด็ดขาด คือ ยกของหนักเกิน 4-5 กก. หรือผลักของหนัก เนื่องจากกระดูกสันอกจะติดไม่ถูกต้องจนถึงประมาณ 7 สัปดาห์ จึงห้ามขับรถด้วย
สัปดาห์ที่ 2 ของการพักฟื้น ควรออกกำลังกายในระดับปานกลาง เช่น การเดินเล่นรอบบ้าน และเพิ่มระยะทางตามลำดับ แต่ถ้ารู้สึกเหนื่อยก็ต้องหยุด ไม่เชื่อฟังเด็ดขาด (สำหรับผมนอกจากเดินแล้ว บางครั้งเปิดเพลงแดนซ์เป็นจังหวะที่ไม่เหนื่อยมาก เต้นคนเดียว พอรู้สึกว่าเหมาะสมก็หยุด)
– การออกกำลังกายในระยะนี้เน้นที่การใช้ขา แต่ไม่ควรออกกำลังกายโดยใช้แขน เพราะจะเข้าไปรบกวนการยึดเกาะของกระดูกอก ในช่วงต่อไปให้เพิ่มแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามลำดับโดยไม่หักโหม การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็น ควรทำอยู่เสมอให้เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย
– ควบคุมความดันโลหิตและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น ซึ่งต้องทำอย่างเคร่งครัดตลอดไป นอกจากนี้การควบคุมอารมณ์และจิตใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

จากที่เขียนมานี้ ผ่านมา 10 สัปดาห์แล้วตั้งแต่ผ่าตัด เริ่มใช้ชีวิตปกติ แต่ระวังไม่ให้เหนื่อย และขับรถในระยะใกล้ ส่วนการไปตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ นั้นคือสิ่งที่หมอแนะนำ เพราะถือว่าเป็นการพักผ่อนและออกกำลังกายร่วมกันในที่ที่อากาศดีและบรรยากาศดี เหนื่อยเมื่อไหร่ก็หยุดได้

สะเก็ดบนหน้าอกและขาของเขาหลุดออกมาหมดแล้ว กลายเป็นรอยแผลเป็นซึ่งจะจางลงตามกาลเวลา แต่บริเวณซี่โครงหน้าอกยังคงเจ็บเล็กน้อยเมื่อเคลื่อนไหวอย่างแรง นี้จะใช้เวลาเช่นกัน สำหรับความแข็งแกร่งทางกายภาพ ตอนนี้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของสภาพเดิม คิดว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเต็ม 100 ยังบอกไม่ได้ แต่ฉันเชื่อว่าสุดท้ายต้องดีกว่าก่อนศัลยกรรมเพราะฉันมีหัวใจที่ไม่บีบรัด

ฉันเขียนเรื่องราวที่ค่อนข้างยาวและมีรายละเอียดมาก เพราะอยากเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่ได้อ่านครับ ไม่ว่าจะเก่าหรือไม่มาก เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน อย่าเลือกทั้งเพศและอายุ สุดท้ายนี้ขอบอกว่าการฉีดสีเพื่อตรวจหลอดเลือดหัวใจ การผ่าตัดบายพาสมีความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากความก้าวหน้าทางยาและเครื่องมือแพทย์ตลอดจนความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของแพทย์ไทยที่ไม่ด้อยกว่าใคร

.
ที่มาข้อมูล