in

หลอดเลือดสมองแตก

หลอดเลือดสมองแตก

ตัวอย่างผู้ป่วย 63
เช้าวันหนึ่ง (ประมาณ 6 โมงเย็นมีเสียงกริ่งในห้องทำงาน อาจารย์แพทย์คนหนึ่งไปรับสาย

วิทยากร : “สวัสดี”??
หมอ : “สวัสดีครับอาจารย์ ผมขอโทษที่รบกวนอาจารย์แต่เช้าเพราะรู้ว่าอาจารย์จะออกรอบ (เยี่ยม) คนไข้ โทรไปหาอาจารย์ก็หาไม่เจอ ผมเป็นนักเรียนประจำชั้น ของครู…. ชื่อ…. อาจารย์ จำได้ไหม”

วิทยากร : “เอ๊ะ มีอะไรรึเปล่า???”
หมอ : “ใช่ค่ะ กลางดึก พี่สาวของฉันอายุ 62 ปี มีอาการชักและหมดสติ เด็กถูกนำส่งโรงพยาบาล โรงพยาบาลตรวจสมองแล้วบอกว่าหลอดเลือดในสมองแตก ถ้าเขา ไม่รอดก็โทรมาปรึกษาแม่ควรย้ายแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลครูไหมเพื่อให้แม่รอด”

วิทยากร : “หมอหลงบอกประวัติน้องหมอก่อน”??
หมอ : “พี่สาวของฉันเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงมาเป็นเวลานาน เขากินยาอยู่เสมอ เมื่อคืนก่อนนอนไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
กลางดึก พี่สะใภ้ตื่นเพราะพี่สาวที่นอนอยู่ข้างๆ มีอาการชักและหมดสติ ข้าพเจ้าจึงเรียกเด็กๆ มาช่วยพาน้องสาวไปโรงพยาบาลที่รับการรักษาอยู่เป็นประจำ แล้วหมอที่โรงพยาบาลก็บอกญาติๆ ตามที่ครูสอนไว้ข้างต้น”

วิทยากร : “หมอได้คุยกับหมอที่ตรวจน้องสาวหมอแล้วหรือยัง หมอได้ไปหาพี่สาวหมอหรือเปล่า อาการของคุณเป็นอย่างไรบ้าง”
หมอ : “ใช่ ฉันจะไปเยี่ยมพี่สาวตอนนี้ แต่ให้คิดว่าโทรศัพท์ไปปรึกษาครูก่อน เผื่อว่าครูคิดว่าควรย้ายคนไข้ไปโรงพยาบาลครู ฉันจะไปทำเมื่อไปถึง”

วิทยากร : “ตอนนี้พี่สาวหมอต้องการเครื่องช่วยหายใจหรือไม่”
หมอ : “ใช่ค่ะ ฉันเห็นลูกชายบอกว่าหมอใส่ท่อช่วยหายใจกับเครื่องช่วยหายใจตั้งแต่เมื่อคืนนี้ หลังจากที่ไปถึงโรงพยาบาลได้ไม่นาน ฉันยังไม่ได้ทำซีทีสแกนเลย”??

วิทยากร : “แล้วน้องสาวของหมอคงเจ็บปวดมากเมื่อไปถึงโรงพยาบาล หมอที่นั่นจึงใส่ท่อช่วยหายใจและเครื่องช่วยหายใจก่อน”
เริ่มทำสิ่งนี้กัน. หมอไปตรวจพี่สาวก่อน และโทรหาฉันอีกครั้งหลังจากที่ฉันได้สอนแพทย์ประจำบ้านและนักศึกษาแพทย์แล้ว”

ประมาณสี่ชั่วโมงต่อมา โทรศัพท์กลับมา
หมอ : “อาจารย์ น้องสาวของฉันหมดสติไปหมดแล้ว หายใจไม่ออกต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ คุยกับหมอที่ดูแลน้อง เขาบอกว่าถ้าพยายามผ่าตัดเอาเลือดคั่งในสมองออก แม้จะให้โอกาสน้องสาวรอดสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องมีสภาพเป็น “ผัก” (ไม่รู้จะช่วยตัวเองไม่ได้ ฯลฯ ) เลยไม่อยากเสี่ยงผ่าตัด
คุณคิดว่าฉันควรย้ายน้องสาวไปโรงพยาบาลของเธอหรือไม่”


วิทยากร :
??ที่จริงแล้ว โรงพยาบาลที่พี่สาวของหมอรักษามีศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านสมอง ถ้าใครมีความเห็นแบบนี้ หมอควรคุยกับพี่เขยและลูกๆ ว่าเขาอยากได้อะไร เพราะการผ่าตัดสมองไม่ใช่เรื่องเล็ก หากศัลยแพทย์เห็นว่า Severed มีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อรอดมาได้ คนไข้ก็ต้องมีภาวะ “ผัก” จึงจะทนทุกข์ทรมานต่อไป เขาจะยอมเห็นคนไข้ทุกข์ต่อเนื่องหรือไม่? และนั่นก็หมายความว่าผู้ที่ดูแลผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานมักมีความทุกข์มากหรือน้อยเสมอ”

หมอ : “คุณคิดว่าฉันจะแนะนำญาติของฉันอย่างไร”
วิทยากร : “ถ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องฉัน ฉันแนะนำให้เขาถามหมอที่เป็นเจ้าของไข้ การใส่ท่อช่วยหายใจและการช่วยเหลือ การหายใจนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยหรือไม่ หรือเพียงแค่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตต่อไปอีก ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันจะให้แพทย์ถอดท่อช่วยหายใจออก ญาติของฉัน จะได้ไม่ต้องทนทุกข์อยู่เป็นสิบๆวันเหมือนครูพุทธทาสภิกขุ”

หมอ : “ครูจะขอให้บอกญาติ ๆ ให้หยุดหายใจไหม เขาจะบอกว่าฉันเป็นคนฆ่าพี่สาวฉันเอง” ??
วิทยากร : “มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่แพทย์พูด การทำให้เขาเข้าใจการใช้ท่อช่วยหายใจและการใช้เครื่องช่วยหายใจนั้นเจ็บปวดมากสำหรับผู้ป่วย หากแพทย์ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้ก็ไม่ควรบอกให้เขาบอกแพทย์ของผู้ป่วยให้หยุดช่วยหายใจ”

หมอ : “ถ้าถอดท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยจะหยุดหายใจทันทีหรือไม่”
วิทยากร : “โดยทั่วไปผู้ป่วยหมดสติเฉียบพลัน (หมดสติไปไม่นาน) และอาจเกิดจากพยาธิสภาพในสมอง เราจะทำการใส่ท่อช่วยหายใจก่อน โดยไม่ต้องรอให้ผู้ป่วยหยุดหายใจแล้วใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อป้องกันผู้ป่วยหายใจไม่ออก บนน้ำลายและสิ่งอื่น ๆ เข้าสู่ปอด และช่วยดูดเสมหะและให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยอีกด้วย
ดังนั้นหากในขณะที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยยังไม่หยุดหายใจ ท่อหายใจ ผู้ป่วยยังสามารถหายใจได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่อโรคในสมองแย่ลง ผู้ป่วยอาจหยุดหายใจ ไม่เกี่ยวกับการถอดท่อ???

หมอ : “แล้วถ้าเราใส่ท่อช่วยหายใจแล้วหายใจต่อไป คนไข้จะเป็นอย่างไร”
วิทยากร : “ถ้าสมองของผู้ป่วยได้รับผลกระทบรุนแรง ต่อไปความดันโลหิตจะลดลง ผู้ป่วยจะตกใจ (เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ) และในที่สุดหัวใจก็หยุดเต้น และผู้ป่วยจะตาย เครื่องช่วยหายใจจะทำงานต่อไป ช่วยหายใจ ญาติบางคนจึงคิดว่าผู้ป่วยยังไม่ตาย เพราะเครื่องช่วยหายใจยังทำงานอยู่ (แพทย์บางคนที่เห็นญาติไม่สามารถให้เครื่องช่วยหายใจทำงานต่อไปได้จนกว่าญาติจะตัดสินใจหยุดเครื่องช่วยหายใจได้ ทั้งที่คนไข้เสียชีวิตไปนานแล้วจากภาวะหัวใจหยุดเต้น)
แต่ถ้าสมองไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และอาการอักเสบและบวมจะค่อยๆดีขึ้น ต่อไป ผู้ป่วยอาจหายใจได้เองโดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และจะคงอยู่ในสถานะ “ผักถาวร” เป็นเวลาหลายเดือน หลายปี หรือตลอดไป

หมอ : “คุณคิดว่าฉันจะแนะนำญาติของฉันอย่างไร”
วิทยากร : “มันขึ้นอยู่กับตัวหมอเอง หมอมีความสามารถในการบอกญาติว่าสิ่งที่พวกเขาทำคือทรมานคนป่วย ถ้าหมอคิดว่าพูดไม่ได้ต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้แล้วถามหมอ ซึ่งเป็นเจ้าของผู้ป่วยจึงไปคุยกับญาติของเขาแทน”

หมอ : “ใช่ ฉันจะขอให้แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยพูดกับญาติของฉันแทน แต่ถ้าญาติของฉันรู้ เขาจะไม่โกรธฉันที่ถามหมอที่เป็นไข้อย่างนั้นเหรอ?”
วิทยากร : “นั่นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของหมอ ญาติ และหมอของคนไข้ ถ้าหมอไม่กล้าบอกความจริง หมอก็ต้องทนเห็นน้องสาวหมอทนทุกข์ต่อไป
ถ้าหมอกล้าพูดความจริง ทั้งๆ ที่มีแต่คนโกรธเกลียดหมอ แต่ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่ที่ผู้ป่วยที่ไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป หากญาติและแพทย์เจ้าของไข้เห็นด้วยกับแพทย์ ก็ไม่ควรทำให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์โดยไม่จำเป็น และไม่เกิดประโยชน์แก่คนไข้เลย”??

นี่เป็นตัวอย่างทั่วไป โดยเฉพาะกับญาติของแพทย์และพยาบาลที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของการตายและการตาย จึงพยายามใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการยืดอายุการตาย อันเป็นเหตุให้ผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส

ชาวพุทธจำนวนมากหลงลืมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เทศนาว่า “เกิด-แก่-ป่วย-ตาย” เป็นเรื่องธรรมดา

“เราตายอย่างปกติ เราหนีความตายไม่ได้” (มานาธัมโมมิ มานัม อันติโต)

.
ที่มาข้อมูล