in

หลอดลมอักเสบเรื้อรัง

หลอดลมอักเสบเรื้อรัง

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

ปัจจุบันมีผู้ป่วยไม่มากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีอยู่มากในฤดูฝนและฤดูหนาว สาเหตุยังไม่ชัดเจน แต่คนที่สูบบุหรี่จัด

เมื่อหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ผิวหนังของหลอดลมและหลอดลม บวมหนาและมีเสมหะหรือเสมหะหลั่งมากกว่าปกติ มีผลกับหลอดลม มีการตีบแคบทำให้หายใจเข้าออกได้ยาก ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการไอและกลากนานกว่า 6 เดือนขึ้นไป หรืออย่างน้อย 3 เดือนต่อปีเป็นเวลา 2 ปีขึ้นไป มีไข้หรือเป็นเลือด หากเป็นเวลานานจะทำให้หายใจลำบาก อ่อนเพลีย มีหรือเป็นโรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ

ยาแผนปัจจุบัน การรักษามักรวมถึงการขับเสมหะ ยาระงับอาการไอ ยาขยายหลอดลม การรักษาระยะยาว หากมีมากกว่านั้น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคภูมิแพ้ บางครั้งอาจใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ (steroid) ซึ่งใช้ยาประเภทนี้มาเป็นเวลานาน มักจะมีผลข้างเคียง ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นมากกว่าผลลัพธ์

เนื่องจากผู้ป่วยประเภทนี้เป็นโรคเรื้อรังที่กำเริบและเกิดซ้ำ ไปหาหมอกินยาแล้วก็หายอีก บางคนได้มาก กินยาแล้วทนผลข้างเคียงของยาไม่ได้ ผ่านไปนาน พวกเขาก็ท้อแท้และเบื่อหน่าย เขาจึงหันมารักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก
การแพทย์แผนตะวันออก (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าการแพทย์แผนจีน) เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้สมุนไพรหรือฝังเข็มก็เน้นที่หลักการปรับสมดุลร่างกาย จะกล่าวถึงเฉพาะการรักษาสมุนไพรเท่านั้น การแก้ปัญหาแบบองค์รวม แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เพราะหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ล้วนสัมพันธ์กัน

โรคหลอดลมอักเสบเกี่ยวข้องกับอาการไอ น้ำมูก หายใจถี่ ไอเป็นอาการของโรคปอด แต่การผลิตเสมหะไม่จำเป็นต้องมาจากปอดและเสมหะสีเหลืองอมเขียวข้นหรือขุ่น มักได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคจากภายนอก โดยเฉพาะความร้อนที่ส่งผลต่อปอด (เมื่อเทียบกับแผนปัจจุบัน หมายถึง เชื้อโรค) หน้าที่ของม้าม ปอดมีหน้าที่เก็บเสมหะและทำให้ไอออกมา

หากมีเสมหะสะสมในปอดและได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก จะส่งผลให้อาการกำเริบหากหายใจถี่ หายใจลำบาก ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน แสดงว่าการทำงานของไตเปลี่ยนไป พลังของไตไม่เพียงพอ ผลกระทบต่อพลังปอด พูดง่ายๆ ก็คือ หลอดลมอักเสบเป็นโรคของปอด แต่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ของม้ามและไตอีกด้วย หากพลังม้ามและไตหมดลงก็จะส่งผลต่อพลังปอดด้วย ยกเว้นผู้ที่ติดเชื้อร่วมเป็นสาเหตุสำคัญ (ปอด ไต ม้ามที่นี่ต้องมีหน้าที่และความหมายตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน ซึ่งอาจมีความเหมือนและแตกต่างไปจากแผนปัจจุบันบ้าง)

การรักษาโรคหลอดลมอักเสบจะต้องแยกเป็นร้อนหรือเย็นหรือมีข้อบกพร่องเช่นกันผู้ป่วยกลุ่มนี้ภายในชื้นมาก
ร้อน (ความร้อน tupe) มักมีไข้ เสมหะชื้น ปากและคอแดง ไออย่างรุนแรง
* มีเสมหะสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ท้องผูก ทึบแสง ลิ้นเหลือง ตัวสั่น ชีพจรเต้นเร็ว การรักษาจะต้องเสริมด้วยยาที่ช่วยกระจายความร้อนและความชื้น เช่น Xuan Baipi, Di Gu Pi, Wang Qin, Zhimu, Chuan Bei, Xing Ren, Bai Bu, Guo Ren, Jigen, Shigao เป็นต้น
เย็น (เย็น tupe) มักเป็นหวัด หายใจเข้าลึกๆ ปวดหัว มีไข้ ถ้ามีอาการหวัดต้องขับรถให้เย็น ถ้ามีความชื้นก็ต้องชื้น ตัวอย่างยาที่ใช้ ได้แก่ Ma Wang, Guizhi, Wuweizi, Bai Sao, Xixing, Panxia, ​​​​Ganjiang, Guandonghua, Gancao ถ้ามีเมือกมาก ให้เติม Fu Yu Ling, Su Zi, Huo Father เป็นต้น
* ลิ้นมีสีขาวเคลือบ ไอมีเสมหะขาว แน่นหน้าอก ท้องอืด อึดอัด เบื่ออาหาร บางครั้งมีเสมหะลอยมาก หรือชีพจรตึง การรักษาต้องขับความชื้น ขับเสมหะ นอกจากการใช้ยาแก้ปวดแล้ว ยังต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นอีกด้วย หากผู้ป่วยมีสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ เรายังต้องเพิ่มส่วนที่ขาดหายไป
ไฟฟ้าขัดข้อง อาจแบ่งคร่าวๆตามอาการดังนี้
* พลังปอดไม่เพียงพอ (หมดพลังปอด) ไอบ่อย มีเสมหะ เหงื่อออกเอง รู้สึกหนาว ลิ้นมักจะซีดขาว ชีพจรเต้นอ่อน
* ขาดพลังม้าม จะมีเสมหะมาก นอกเหนือไปจากระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมักบ่นว่าไม่หิว ปวดท้อง อุจจาระหลวม ลิ้นมันขาว ชีพจรสั่น
* พลังของไตไม่เพียงพอ หายใจเข้าสั้น ๆ หายใจออกยาว ๆ มักจะไอและมีเสมหะ ผู้ป่วยจะมีอาการเย็นแขนขา ขาอ่อนแรง ปวดขา ปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะขัดจังหวะ
ตัวอย่างเช่น ยาชูกำลังที่ต้องเสริมในรูปแบบที่หมดสภาพ เช่น Huang Qi, Tang Sen, Wu Wei Zhi, Zi Wan, Kuan Tong Hua, Bai Su, Fu Ling, Zhi Gancao เป็นต้น

สรุป การรักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังเกี่ยวข้องกับการรักษาอาการควบคู่ไปกับการทำให้สภาพร่างกายเป็นปกติเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจึงต้องรักษาทั้งปอดและอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันเพราะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มักแสดงอาการจากหลายระบบ หากรักษาแต่อาการจะกลับเป็นอีก ถ้าปรับร่างกายผู้ป่วยจะดีขึ้นมาก บางคนอาจจะไม่มีอีกแล้ว

นอกจากนั้น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายเพื่อลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษทั้งหมด เพื่อเสริมสร้างร่างกายควบคู่ไปกับการรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานยาพร้อมกัน เพราะพื้นฐานของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงแม้อาการจะเหมือนกันก็อาจมีสาเหตุต่างกันไป เฉพาะการรักษาที่ตรงกับโรคของตนเองเท่านั้นที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ “

.
ที่มาข้อมูล