in

สิทธิบัตรทอง คุ้มครองรักษาผู้ป่วยโรคไต ต่อชีวิตใหม่ไม่ต้องล้มละลายเพราะค่ารักษา

สิทธิบัตรทอง คุ้มครองรักษาผู้ป่วยโรคไต ต่อชีวิตใหม่ไม่ต้องล้มละลายเพราะค่ารักษา

ปัจจุบันผู้ถือสิทธิบัตรทองหรือบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมสำหรับบริการเปลี่ยนไตวายระยะสุดท้ายด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation หรือ KT เครื่องไตเทียม (Hemodialysis หรือ HD) และ Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis (CAPD) และแต่ละราย วิธีการมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน

สำหรับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต (Kidneyปลูกถ่าย (KT)) เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยไตให้มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด เนื่องจากการฟอกไตหรือการล้างไตทางช่องท้องไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ผู้ป่วยต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดเวลาเพื่อป้องกันการดื้อต่ออวัยวะ โดยผู้บริจาคไตและผู้ป่วยไตต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อให้มีกรุ๊ปเลือดเดียวกันและมีเนื้อเยื่อของร่างกายที่เข้ากันได้จึงทำให้สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายไตได้ การเปลี่ยนไตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือการปลูกถ่ายไตระหว่างฝาแฝดกับพี่น้อง รองลงมาคือพี่น้องที่มีเนื้อเยื่อเดียวกัน ถัดลงมาคือ พ่อ-แม่-ลูกหรือพี่น้องที่ตั้งครรภ์คนเดียวกันซึ่งมีเนื้อเยื่อบางประเภทเหมือนกัน ปัจจุบันมีผู้ป่วยปลูกถ่ายไตเพียงไม่กี่รายในประเทศไทย เพราะยังคงมีข้อจำกัดในการบริจาคอวัยวะ ซึ่งจะต้องเร่งพัฒนาระบบและรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน

การล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง (CAPD)
เป็นหนึ่งในวิธีการที่ได้รับการยอมรับในการดูแลผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งผู้ป่วยไตวายเรื้อรังสามารถทำได้ด้วยตัวเองและในช่วงเวลาที่ของเหลวอยู่ในช่องท้องก็สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเดินทางไปพบแพทย์ได้บ่อยเท่าการฟอกไต ข้อดีคือ…ไม่ต้องเดินทางไปรพ. บ่อยเพราะทำเองได้ ไม่ต้องจำกัดอาหารเยอะ การควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้นจะมีภาวะโลหิตจางน้อยลงเพราะไม่มีการสูญเสียเลือด ไม่เจ็บเพราะไม่ต้องแทงด้วยเข็ม และใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การฟอกไต (Hemodialysis-HD) เป็นวิธีการทดแทนไตของผู้ป่วยด้วยเครื่องฟอกไตหรือเครื่องไตเทียม โดยหลักการของเครื่องไตเทียมนี้คือการนำเลือดของผู้ป่วยเข้าสู่เครื่องกรองในเครื่องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การฟอกเลือดต้องใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง และต้องทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย ข้อดีของการล้างไตทางช่องท้องหรือการบำบัดด้วยการฟอกไตคือผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องใช้ท่อพลาสติกหรือสายสวนในช่องท้อง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ข้อเสีย ต้องจำกัดอาหาร โปรตีน น้ำ เกลือโซเดียมและโพแทสเซียมอย่างเคร่งครัด ทำเองได้ที่บ้านไม่ต้องมารพ. หรือโรงพยาบาล

น้าพรศิลป์ แสนรัตน์ อายุ 50 ปี สิทธิบัตรทองที่ป่วยเป็นโรคไตมานานกว่า 5 ปี ไม่ได้รับสิทธิฟอกไตที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว สาขาพร้อมมิตรตลอดมา ต้องจ่ายอย่างน้อยครั้งละ 1,500 บาท บางครั้งถ้าเงินไม่พอค่ารักษาก็เป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งได้รับบริการเปลี่ยนไตวายระยะสุดท้ายในวันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป ทำให้คุณภาพชีวิตของน้าพรศิลป์ดีขึ้น เดิมทีเขาต้องมาฟอกไตและจ่ายเงินให้ ปัจจุบันแพทย์แนะนำให้พยายามเปลี่ยนไปใช้การล้างไตทางช่องท้องแทน

“ในเบื้องต้นได้เปลี่ยนไปซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกายมาก ไม่ต้องมาโรงพยาบาลตลอดเวลา คุณหมอสอนจนทำเองได้ที่บ้าน สำหรับเพื่อนๆ ที่เคยฟอกไตและ เปลี่ยนไปใช้การล้างไตทางช่องท้องไม่ได้ ซึ่งวันนี้ จดสิทธิบัตรทองคำไปแล้ว ดีใจมากๆ ค่ะ ที่สำคัญคือค่าใช้จ่าย เพราะเพื่อนๆ หลายคนหมดค่ารักษาพยาบาลจนชีวิตแย่ บางคนมีความผิดปกติ ฟอกไตเพราะไม่มีเงิน ขอบคุณทุกฝ่าย รวมทั้ง สปสช. รัฐบาล โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน แพทย์และพยาบาล ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ช่วยชีวิตและทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่มีอีกแล้ว ล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาล” น้าพรสิน กล่าว

ข้อแนะนำ : ขั้นตอนการรับบริการเปลี่ยนไตวายระยะสุดท้ายจากสิทธิบัตรทองคำ
1.
ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ส่งบัตรทองพร้อมบัตรประชาชน แจ้งความประสงค์ขอสิทธิรับบริการเปลี่ยนไต ณ โรงพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง
2. รายชื่อผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่เข้าร่วมบริการเปลี่ยนไตวายระยะสุดท้าย เพื่อเสนอข้อบ่งชี้การบริการต่อคณะกรรมการพิจารณาการบริการทดแทนไตจังหวัด
3. ผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจสอบบริการทดแทนไตระดับจังหวัด จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วยในระบบ
4. ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้รับแจ้งกลับจากโรงพยาบาลที่ระบุในบัตรทองเพื่อเตรียมรับบริการที่โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการบำบัดภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

.
ที่มาข้อมูล