in

สาเหตุของ “หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ในนักกีฬา

สาเหตุของ “หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ในนักกีฬา

สาเหตุของ “หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ในนักกีฬา

  • ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันเป็นภาวะที่หัวใจทำงานไม่ถูกต้อง ส่งผลต่อการหดตัวและการเต้นของหัวใจทำให้ไม่สามารถส่งเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เพียงพอ ทำให้หมดสติ หมดสติ

  • สาเหตุหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นในนักกีฬาอายุต่ำกว่า 35 ปี ส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติของหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจโตมากเกินไป ภาวะที่มีการนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ หรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

  • หัวใจสำคัญในการป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันคือการตรวจคัดกรองโรคหัวใจอย่างสม่ำเสมอ และการเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งในแง่ของแผนการช่วยชีวิตและการทำ CPR ตลอดจนอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วย AED

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (13 มิถุนายน 2021) ช็อตฟุตบอลเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันยูโร 2020 ระหว่างเดนมาร์กและฟินแลนด์ ซึ่งในระหว่างการแข่งขัน คริสเตียน อีริคเซ่น นักฟุตบอลชาวเดนมาร์กทรุดตัวลงในสนาม มันอาจจะแทงแฟนบอลทั้งสองฝ่าย แต่โชคดีที่ Eriksen ฟื้นคืนสติด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในสนาม และเจ้าหน้าที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

ที่จะบอกว่าโชคจะไม่ถูกต้อง แต่ก็น่าจะเป็นผลจากทีมงานและผู้จัดการแข่งขันที่พร้อมกว่า เรื่องนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ทางด้านการแพทย์ นพ. นรศักดิ์ สุวัชิตตานนท์ แพทย์โรคหัวใจผู้เชี่ยวชาญด้านนักกีฬาหรือโรคหัวใจการกีฬา ได้อธิบายไว้ดังนี้

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันคืออะไร?

นพ. นรศักดิ์ สุวชิตตานนท์ แพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด การกีฬา โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า Sudden Cardiac Arrest เป็นภาวะที่หัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจหดตัวอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่บีบหรือหยุดเต้นโดยไม่มีการเตือน นี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยไม่จำเป็นต้องมีโรคพื้นเดิมอื่นๆ ของร่างกายก็เพียงพอแล้วจึงทำให้เป็นลมหมดสติ

ในนักกีฬาที่เล่นกีฬาแล้วเป็นลม หมดสติไปกะทันหัน มักเกิดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นภาวะที่พบได้ยาก จำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1:100,000 และจำนวนนี้จะแตกต่างกันไปตามการศึกษาต่างๆ

สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน อาจเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นจนส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติ หรือความผิดปกติในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มตามอายุของนักกีฬา ดังนี้

  1. นักกีฬารุ่นน้อง 35 ปี

สาเหตุหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นในกลุ่มนักกีฬากลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากข้อบกพร่องของหัวใจพิการ แต่กำเนิด ซึ่งอาจหรือไม่อาจเป็นกรรมพันธุ์ก็ได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น ภาวะที่มีการนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ หรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ฯลฯ ในอดีตที่พบ สาเหตุหลักคือกล้ามเนื้อหัวใจตายตัวหนาขึ้น ในที่สุดสิ่งนี้จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิต

แต่ในการศึกษาในภายหลัง พบสาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เกิดจากหัวใจหนาขึ้นน้อยลง อาจเป็นเพราะการคัดกรองโรคหัวใจในนักกีฬาเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในฐานะภาคบังคับสำหรับนักกีฬามืออาชีพ สาเหตุการเสียชีวิตของนักกีฬารุ่นเยาว์ในระยะหลัง ไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างของหัวใจ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรค Sudden Arrhythmic Death Syndrome (SADS) มากขึ้น

  1. กลุ่มนักกีฬาอายุมากกว่า 35 ปี

สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ในกลุ่มคนกลุ่มนี้ มาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าความผิดปกติในโครงสร้างของหัวใจ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง หรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น เบาหวานหรือไตวาย หรืออาจเกิดจากนิสัยส่วนตัว เช่น การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน การใช้สารเสพติด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังพบสาเหตุเช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน แต่พบในอัตราส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มนักกีฬาที่อายุน้อยกว่าข้างต้น

ป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา

การป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น มีส่วนสำคัญ 2 ส่วนหลักคือ

  1. คัดกรองโรคหัวใจ

ในกีฬาอาชีพ การตรวจร่างกายของนักกีฬาอย่างละเอียดเป็นมาตรฐานสำหรับทีมในการแสดงเสมอ โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ฤดูกาลแข่งขัน เวลาซื้อขายนักเตะหรือนักกีฬาประเภทอื่นๆ โดยทั้งหมดมีขั้นตอนดังนี้

  • การซักประวัติ บันทึกสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับนักกีฬา ได้แก่ :
  • นักกีฬาเหล่านั้นมีอาการหมดสติ เป็นลม หรือใจสั่น แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบากหรือไม่? ทั้งในเวลาออกกำลังกายปกติหรือหลังออกกำลังกาย
  • ประวัติครอบครัว มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก (น้อยกว่า 50 ปี)?
  • นักกีฬาเหล่านั้นเคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติของหัวใจจากการตรวจร่างกายอื่นๆ มาก่อนหรือไม่?
  • การตรวจร่างกาย หลังจากนำประวัติโดยสมบูรณ์มาตรวจสอบเงื่อนไขต่อไปนี้:
  • ตรวจสอบความผิดปกติของความดันโลหิต และเสียงลิ้นหัวใจที่มีความผิดปกติหรือไม่
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งบอกถึงความสงสัยของหัวใจหนาหรือการนำไฟฟ้าผิดปกติ
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ของหัวใจเพื่อดูว่าการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติหรือไม่
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะวิ่ง (Exercise Stress Test (EST) หรืออาจตรวจ CPET/VO2 max ว่ามีการเต้นของหัวใจผิดปกติระหว่างออกกำลังกายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่สามารถคัดกรองโรคหัวใจได้ 100% ดังนั้นจึงควรตรวจคัดกรองเป็นระยะ ดังนั้นจึงยังคงมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจจะต้องทำซ้ำเร็วกว่าปกติ

ในกรณีของ อีริคเซ่น เพราะเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับชาติ มีแพทย์ประจำทีมซึ่งควรได้รับการตรวจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการปฏิบัติทางการแพทย์ไม่มีความแม่นยำ 100% จึงมีโอกาสเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้ หรือในบางกรณีถึงแม้จะตรวจพบความผิดปกติ นักกีฬาเองก็มีสิทธิเลือกที่จะเลิกเล่นไปตลอดชีวิต หรือเล่นต่อไป อย่างไรก็ตาม นักกีฬาเองต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามวิจารณญาณของตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าของสโมสร แพทย์ประจำทีม เป็นต้น

  1. การเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน (การวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน)

ทีมกีฬาอาชีพ สนามกีฬาส่วนใหญ่ในยุโรปมีแผน สนับสนุนในกรณีฉุกเฉินเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์เช่นในกรณีนี้ หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ เช่น ระเบิดสนามหรือไฟไหม้ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการเตรียมความพร้อมในกรณีนี้ดีมาก เมื่อ Eriksen ล้มลง เพื่อนที่เป็นกัปตันทีมก็มาประเมินอาการทันที พร้อมทั้งเรียกบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) พร้อมทั้งเตรียมเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (AED) ให้พร้อมใช้โดยเร็ว นี่เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต นอกจากการมีแผนกู้ชีพที่ดีแล้ว การซ้อมตามแผนเป็นประจำจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทุกคนทราบหน้าที่ของตน และใช้ความคล่องแคล่วอย่างเต็มที่เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง

จากเหตุการณ์นี้จะเห็นได้ว่า

1) การตรวจคัดกรองโรคหัวใจเป็นสิ่งสำคัญ เพียงเพราะเราออกกำลังกายไม่ได้หมายความว่าเราปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่การไปพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย ECG มีประโยชน์เสมอ หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ โรคบางอย่างสามารถรักษาให้หายได้ แม้ว่าโรคบางอย่างจะรักษาไม่หาย แต่ก็สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงกว่าได้ อีกจุดที่ชัดเจนคือ

2) การเรียนรู้หลักการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากคนส่วนใหญ่สามารถประเมินและให้การปฐมพยาบาลได้ มีโอกาสมากขึ้นที่ผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะรอด

.
ที่มาข้อมูล