in

สาละลังกา

สาละลังกา

สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ต้นไม้จำนวนมากมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญนี้ หนึ่งในนั้นคือต้นสาละ

ต้นสาละที่เรากำลังพูดถึงในบทความนี้คือต้นศาลา เพราะมันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่มาจากประเทศศรีลังกานั่นเอง จึงเป็นที่มาของชื่อศาลาลังกา

Salalangka เป็นที่รู้จักกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Cannonball Tree ซึ่งเป็นของตระกูล Lecythidaceae หรือตระกูลต้นจิก ต้นกระดอน
ลักษณะเด่นของสาละงคาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลแกมเทา แตกเป็นร่องและเป็นสะเก็ด; ใบเดี่ยว เรียงเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง

จุดเด่นของต้นสาละคือดอกไม้ที่สวยงาม มีสีชมพูอมเหลืองหรือแดง ด้านในเป็นสีม่วงอ่อนอมชมพูมีกลิ่นหอมมาก ช่อดอกยาวประมาณ 2-3 ฟุต ดอกค่อยๆบานจากโคนจรดปลายช่อ ดอกบานเต็มที่กว้าง 5-10 ซม. ดอกบานเป็นเดือน

ส่วนผลจะเป็นผลแห้ง ลูกใหญ่ ขนาด 10-20 ซม. เปลือกแข็ง สีน้ำตาลแดง เป็นที่มาของชื่อลูกปืนใหญ่ ข้างในมีเมล็ดจำนวนมาก แต่ผลสุกมีกลิ่นเหม็น

เนื่องจากเดือนนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาจึงทำให้นึกถึงต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติที่แท้จริงซึ่งเรียกว่าต้นสาละ หรือซาลอินเดีย ผู้คนคิดว่ามันเป็นต้นไม้ต้นเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว ต้นไม้นั้นแตกต่างจากต้นสาละลังกาอย่างสิ้นเชิง เป็นอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ในตระกูลต่างๆ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ชอเรียโรบัสต้า ร็อกซ์ ชื่อสามัญคือ สาละ สาคูวัน ต้นสาละ สาละอินเดีย ศาสนาในวงศ์ Dipterocarpaceae หรือตระกูลต้นยาง

การประสูติของพระพุทธเจ้า ดังที่ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ เมื่อพระมารดาของพระพุทธเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริมหามายา ทรงใกล้จะถึงวันประสูติของพระนาง จึงเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อไปประสูติที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระราชินี ตามประเพณีพราหมณ์ เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และเทวทัตก็มีสวนหนึ่งชื่อว่า “สวนลุมพินี” สวนป่า “ศาลา“สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงระงับพระปรมาภิไธย (ปัจจุบันเป็นตำบล “รุมมินเด“จังหวัดเปศวาร์ เนปาล) ทรงยืนพระหัตถ์ขึ้นลงคิงซอล และในขณะนั้นรู้สึกไม่สบายในครรภ์และได้ประสูติท่านสิทธารถะและเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะจะบรรลุการตรัสรู้ หลังจากได้กินข้าวมาธุปายในถาดทองคำของนางสุชาดาแล้ว ได้อธิษฐานว่าหากพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ขอให้ลอยทองนี้ สามารถต้านกระแสน้ำเนรัญชรได้ เมื่อสวดอ้อนวอน พระองค์ทรงลอยถาด ปรากฏว่าถาดทองลอยทวนกระแสน้ำ จากนั้นเขาก็ไปนั่งเป็นวงกลมไม้สาละ ตลอดวัน เวลาเย็นท่านไปต้นศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งบนบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ในวันเพ็ญเดือน ๖

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานพร้อมพระภิกษุสาวกมาถึงกรุง
กุสินาราของกษัตริย์มัลละริมฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี ทรงเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก จึงสั่งพระอานนท์ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณโดยเศียรพระเศียรไว้ระหว่างต้นสาละสองต้นแล้วบรรลุพระนอนโดยพระประเศวขวา (นอนตะแคงขวา เท้าซ้ายทับเท้าขวา) แล้วเสด็จเข้าสู่พระนิพพาน

.
ที่มาข้อมูล