in

สอนลูกอย่างไรเมื่อมีรักในวัยเรียน

สอนลูกอย่างไรเมื่อมีรักในวัยเรียน

วัยรุ่นเป็นวัยที่ความสนใจในเพศตรงข้ามเริ่มต้นขึ้น และต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่พิเศษมากกว่าความสนิทสนมในกลุ่มเพื่อน การมีความรักในวัยเรียนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามพัฒนาการของวัยรุ่น แต่ถ้าความรักในวัยเรียนไม่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อการเรียนรู้และชีวิตในอนาคตของวัยรุ่นได้

พ่อแม่หลายคนกังวลและไม่ต้องการให้ลูกมีความรักเมื่ออยู่ในโรงเรียน อย่างไรก็ตาม การบังคับหรือบีบบังคับอาจทำให้ลูกของคุณเครียดมากขึ้นและแสดงพฤติกรรมต่อต้าน ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรสอนและให้คำแนะนำเรื่องความรักในวัยเรียนด้วยความเข้าใจ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกของคุณมีทัศนคติที่ถูกต้องและประพฤติตนอย่างเหมาะสมในเรื่องความรักในวัยเรียน

สอนลูกอย่างไรเมื่อมีรักในวัยเรียน

รักในโรงเรียน เรื่องวัยรุ่นทั่วไปที่พ่อแม่ควรเข้าใจ

โดยทั่วไปแล้ว เด็ก ๆ เริ่มทำตัวห่างเหินจากพ่อแม่และใช้เวลากับเพื่อน ๆ เมื่ออายุ 9-11 ปี และสนิทสนมกับเพื่อนต่างเพศอายุประมาณ 10-14 ปีวัยรุ่นอย่างไรก็ตาม หลายคนวัยรุ่นบางคนอาจไม่สนใจความสัมพันธ์ในรูปแบบใดนอกจากกลุ่มเพื่อน และเน้นการเรียนหรือกิจกรรมที่คุณชอบมากกว่าการมีความรักในวัยเรียน ซึ่งความสนใจที่แตกต่างกันก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน

ความรักในโรงเรียนไม่มีเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนที่คุณชอบ เพราะวัยรุ่นแต่ละคนมีลักษณะบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน พ่อแม่จึงมีบทบาทในการเอาใจใส่และสังเกตพฤติกรรมของลูก หากบุตรของท่านมีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง อาจเป็นเวลาที่ดีที่จะปล่อยให้ลูกของคุณมีความรักภายใต้การดูแลของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

พ่อแม่หลายคนมองว่าความรักในวัยเรียนเป็นเรื่องไร้สาระและไม่มั่นคง จึงมักละเลยความรู้สึกของเด็ก แต่วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความสับสนทางจิตใจและต้องการความรักความเอาใจใส่ พ่อแม่จึงควรเปิดใจยอมรับความรักของวัยรุ่นว่าเป็นรักแท้รูปแบบหนึ่งที่ไม่ต่างจากความรักของผู้ใหญ่ และให้คำแนะนำที่เหมาะสมเพื่อให้บุตรหลานของคุณสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่นในช่วงวัยรุ่น

เทคนิคการสอนลูกเมื่อมีรักในวัยเรียน

การพูดคุยและให้คำแนะนำกับลูกเรื่องความรักในวัยเรียนอย่างสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ลูกเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับความรักได้อย่างเหมาะสมในทุกช่วงวัย เริ่มจากการสร้างบรรยากาศในบ้านที่ไม่เครียด และอภิปรายวิชาต่างๆด้วยเทคนิคดังต่อไปนี้

  • ถามและรับฟังความคิดเห็นของบุตรหลานเกี่ยวกับความรักในวัยเรียนด้วยความเข้าใจ เช่น ทัศนคติเกี่ยวกับความรัก ทัศนคติ และพฤติกรรมที่แสดงความรักที่แตกต่างจากเพื่อนหรือครอบครัว
  • ทำข้อตกลงและบอกกฎเกณฑ์แก่บุตรหลานของคุณอย่างชัดเจน เช่น ถ้าลูกเริ่มรักคุณ ให้บอกพ่อแม่อย่างตรงไปตรงมา พวกเขาไม่ไปเที่ยวพักผ่อนตามลำพังโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ และควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กเสมอ หากการตกหลุมรักเริ่มส่งผลกระทบต่อการเรียนหรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น พ่อแม่อาจกำหนดเวลาไม่ให้ลูกใช้เวลากับคนที่รักมากเกินไป
  • สอนลูกเรื่องพัฒนาการและความสัมพันธ์ทางเพศแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และความรู้สึกในช่วงวัยแรกรุ่นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะทำให้เด็กไม่อายที่จะพูดคุยและขอคำแนะนำจากผู้ปกครองเมื่อมีปัญหา
  • สอนลูกว่าเซ็กส์ไม่ได้รับประกันความรักที่ยั่งยืน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนกำหนดอาจทำให้เกิดปัญหาเช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ในโรงเรียนที่พ่อแม่ควรสอนวิธีป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธี
  • สอนทักษะท่าทางและการจัดการพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น ไม่ล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น ไม่ใช้กำลังหรือคำพูดทำร้ายร่างกายและจิตใจของอีกฝ่าย นอกจากนี้ยังสอนทักษะในการปฏิเสธเมื่อคุณไม่เห็นด้วย
  • พูดคุยเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับคู่ของคุณอย่างราบรื่น เช่น การเลือกคนที่จะคบด้วย และการวางตัวของคนที่รัก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหน้าที่การงานของลูกในปัจจุบัน ก่อนวางแผนเรื่องความรักอย่างจริงจัง
  • รับฟังและปลอบโยนเมื่อลูกของคุณเสียใจกับความรักในวัยเรียน และสอนลูกให้รับมือกับความผิดหวังด้วยตนเอง
  • เปิดใจยอมรับความหลากหลายทางเพศไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากผู้ปกครองยอมรับและปรึกษากับเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้ลูกของคุณใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ลดความเสี่ยงของปัญหาทางจิตจากการถูกรังแก (ข่มเหงรังแก) เช่น ความวิตกกังวล ซึมเศร้า และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ยาเสพติด และช่วยให้ลูกเรียนรู้วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย

ความรักในโรงเรียนเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่วัยรุ่น ผู้ปกครองหลายคนอาจหลีกเลี่ยงคุยเรื่องเซ็กส์และรักลูกอย่างจริงใจ ทำให้วัยรุ่นขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความรักในวัยเรียน ไม่กล้าถามพ่อแม่เวลามีปัญหา สิ่งนี้อาจทำให้วัยรุ่นตัดสินใจผิดและส่งผลต่อการเรียนหรือชีวิตของพวกเขา คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม

.
ที่มาข้อมูล