in

วิตามินเม็ด กินทำไม ปลอดภัยจริงหรือ?

วิตามินเม็ด กินทำไม ปลอดภัยจริงหรือ?

ถ้าถามคนที่กินวิตามินเม็ดทุกวันทำไมถึงกิน? เขาได้รับคำตอบว่า “รู้สึก” ดีหลังกิน กิน และนอนหลับสบาย กินแล้วแข็งแรงขึ้น ความจำดีขึ้น คนนั้นบอกว่าดี คนนี้บอกว่าดีจึงกินด้วยกัน

ถามว่ากินทุกวันไหม ไม่กลัวอันตรายเหรอ? (ต้องกินยาทุกวัน กลัวยาจะสะสม ตับ ไต จะยุบ) มักได้คำตอบ วิตามินเม็ดทำมาจากอาหารธรรมชาติ ปลอดภัย 100% การกินสารอาหารไม่เพียงพอ คุณต้องรับประทานอาหารเสริมเพื่อสุขภาพและป้องกันโรค กิน 1 เม็ด เท่ากับกินผักและผลไม้ 1 กิโลกรัม กินได้และไม่เป็นไร

การศึกษาวิจัยคุณภาพสูงมากกว่าหนึ่งชิ้นแสดงให้เห็นว่าวิตามินหลายชนิด ไม่ทำงานในการป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้ทำให้อายุยืนยาวขึ้น หรืออย่างอื่นเราจะยังกินอยู่หรือไม่?

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าวิตามินบางตัวที่เรากินด้วยกันเพิ่มโอกาสในการเสียชีวิต มากกว่าไม่กินหรือยาหลอก เราจะกินต่อหรือไม่?

เราใช้ ความรู้” หรือ “รู้สึก“จะบอกว่ากินหรือไม่กินดี?
วิตามินเอ วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน อาจเพิ่มโอกาสเสียชีวิตได้ (บีเยลาโควิช จี. จามา 2007;297:
842-57)

กลุ่มการทดลองแบบสุ่มตัวอย่างแบบสุ่มตัวอย่างจากการศึกษา 68 เรื่อง ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 200,000 คน (ทั้งปกติและเป็นโรค) เพื่อดูว่าผลของการทานวิตามินแบบเม็ดหรือสารสกัดจากสารต้านอนุมูลอิสระถึงตาย เมื่อเทียบกับการไม่กินหรือทานวิตามินหลอก (ดูเหมือนวิตามินทุกเม็ดแต่ไม่มีวิตามิน เพื่อให้ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและผู้ป่วยจะไม่ทราบ หากรวมการทดลองทั้งแบบ High และ Low-bias แล้ว อัตราการเสียชีวิตของผู้ที่รับประทานนั้นไม่แตกต่างกัน หรือไม่รับประทานวิตามินแบบเม็ดหรือสารสกัดจากสารต้านอนุมูลอิสระแต่หากมองเพียงเท่านั้น ในการศึกษาด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพดี (Less bias) 47 การศึกษาจากประชากรกว่า 180,000 คน พบว่าการบริโภคเบต้าแคโรทีนใน 6 การศึกษาเพิ่มโอกาสเสียชีวิตได้ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ (95% CI 1.01-1.11) เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่น ๆ ยกเว้นซีลีเนียม (5 การศึกษา) โอกาสในการเสียชีวิตคือ 16 เปอร์เซ็นต์ (95% CI 1.10-1.24) เช่นเดียวกับวิตามินเอ การบริโภควิตามินอี (การศึกษา 26 ชิ้น) เพิ่มโอกาสในการเสียชีวิต 4% (95% CI) . 1 .01-1.07)

วิตามินอีไม่ได้ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (Vivekananthan DP, มีดหมอ 2003;361:2017)

หนังสือเล่มล่าสุดเกี่ยวกับโรคหัวใจ (โรคหัวใจของ Braunwald) ได้ตีพิมพ์บทสรุปจากการศึกษาแบบสุ่ม 7 ชิ้นจากคนมากกว่า 80,000 คนซึ่งพบว่าการบริโภควิตามินอีไม่ได้ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (กลุ่มรับประทานอาหารทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจร้อยละ 11.3 และกลุ่มควบคุม (ไม่รับประทานอาหาร) 11.1%)


สตรีวัยหมดประจำเดือนทานวิตามินรวม ไม่ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือการเสียชีวิต
(Neuhouser ML. Arch Intern Med 2009;169:294-304) โครงการ Women’s Health Initiative เป็นการศึกษาสตรีชาวอเมริกันกว่า 160,000 คน ทั้งในการทดลองทางคลินิกและการติดตามผลระยะยาวประมาณ 8 ปี การรับประทานวิตามินรวมในช่วงมีประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานวิตามินรวมแบบเดี่ยวร่วมกับเกลือแร่ (เช่น แคลเซียม) หรือวิตามินรวมในปริมาณมาก (มากกว่า 200% ของระดับที่แนะนำ) ไม่ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง (ทั่วไป) โรคหัวใจและหลอดเลือด และไม่มีผลต่อการตายจากทุกสาเหตุ

คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน) ปี พ.ศ.๒๕๔๙ (หมุนเวียน 2549;114:82-96)

แม้ว่ายาเม็ดวิตามิน หรือสารสกัดจากสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี เบต้าแคโรทีน ซีลีเนียมก็ไม่แนะนำให้รับประทาน แต่แนะนำให้กินอาหารจากพืช (เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี น้ำมันพืชที่มีวิตามินเหล่านี้)

สตรีวัยหมดประจำเดือน ควรรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเป็นประจำ ไม่ลดโอกาสกระดูกหักแต่อาจเพิ่มนิ่วในไต (Jackson RD.N Engl J Med 2006; 354: 669-83)

การศึกษาสตรีวัยหมดประจำเดือนมากกว่า 36, 000 รายที่ได้รับการสุ่มเลือกรับประทานวิตามินดี 400 หน่วยมาตรฐานและแคลเซียม 1 กรัมหรือยาหลอกทุกวันเป็นเวลา 7 ปีพบว่าปริมาณวิตามินดีและแคลเซียมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสะโพก แต่ไม่ลดโอกาสเกิดกระดูกสะโพกหัก และโอกาสเกิดนิ่วในไตเพิ่มขึ้นประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมช่วยไม่ได้ลดโอกาสเสียชีวิต หรือไม่ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและมะเร็งทั่วไป

ดังนั้นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไม่ควรรับประทานแคลเซียม และวิตามินดีเพื่อเสริมสร้างกระดูก มวลกระดูกควรตรวจสอบก่อนว่า กระดูกบาง? แล้วขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อเพิ่มมวลกระดูก เช่น งดกาแฟ (การดื่มกาแฟทุกๆ 1 แก้ว ขจัดแคลเซียมออกจากร่างกายประมาณ 40 มิลลิกรัม) งดน้ำอัดลม เปลี่ยนไปดื่มน้ำเปล่าหรือชาที่ชงแล้ว . (ใบชาชงด้วยน้ำร้อน ไม่ใช่ชาบรรจุขวด ชากระป๋อง เหมือนที่วางขายตามท้องตลาด) หยุดยาไทรอยด์บางชนิด และกินกะปิ ปลาเล็ก กุ้งแห้ง เสริมแคลเซียมในอาหาร ออกกำลังกาย เดิน ยกน้ำหนัก เพิ่มแรงกดบนกระดูกบาง เพื่อกระตุ้นแคลเซียมสะสมในกระดูกที่ทำงานอยู่ (ยิ่งใช้ยิ่งแรง ยิ่งไม่ใช้ยิ่งเสื่อมสภาพ) ตากแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าและเย็น วันละ 15 นาที เพื่อให้ผิวหนังผลิตวิตามินดี วิตามินดีเพิ่มขึ้น การดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่เรากิน 80% ของวิตามินในร่างกายของเราประกอบด้วยผิวที่โดนแสงแดด ที่เหลือจากอาหารจำพวกไขมันปลา นม ธัญพืช และแคลเซียม และอาหารเสริมวิตามินดีควรได้รับการดูแลโดยแพทย์ เพื่อป้องกันผลเสียในระยะยาวดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

สรุป
“วิตามิน” เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ ในขณะเดียวกัน บทลงโทษก็เช่นเดียวกัน
การกิน “ธรรมชาติ” จะมีประโยชน์มากกว่า และ/หรือบทลงโทษน้อยกว่าการรับประทาน “ปรุงแต่ง” โดยการสกัดยาเม็ดหรืออาหารเสริม

วิตามินเม็ดที่มีวิตามินเอ อี และเบต้าแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรรับประทานในระยะยาว ส่วนการรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมนั้น แพทย์ควรกำหนดให้ใช้ในระยะยาว

.
ที่มาข้อมูล

in

วิตามินเม็ด กินทำไม ปลอดภัยจริงหรือ?

วิตามินเม็ด กินทำไม ปลอดภัยจริงหรือ?

ถ้าถามคนที่กินวิตามินเม็ดทุกวันทำไมถึงกิน? เขาได้รับคำตอบว่า “รู้สึก” ดีหลังกิน กิน และนอนหลับสบาย กินแล้วแข็งแรงขึ้น ความจำดีขึ้น คนนั้นบอกว่าดี คนนี้บอกว่าดีจึงกินด้วยกัน

ถามว่ากินทุกวันไหม ไม่กลัวอันตรายเหรอ? (ต้องกินยาทุกวัน กลัวยาจะสะสม ตับ ไต จะยุบ) มักได้คำตอบ วิตามินเม็ดทำมาจากอาหารธรรมชาติ ปลอดภัย 100% การกินสารอาหารไม่เพียงพอ คุณต้องรับประทานอาหารเสริมเพื่อสุขภาพและป้องกันโรค กิน 1 เม็ด เท่ากับกินผักและผลไม้ 1 กิโลกรัม กินได้และไม่เป็นไร

การศึกษาวิจัยคุณภาพสูงมากกว่าหนึ่งชิ้นแสดงให้เห็นว่าวิตามินหลายชนิด ไม่ทำงานในการป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้ทำให้อายุยืนยาวขึ้น หรืออย่างอื่นเราจะยังกินอยู่หรือไม่?

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าวิตามินบางตัวที่เรากินด้วยกันเพิ่มโอกาสในการเสียชีวิต มากกว่าไม่กินหรือยาหลอก เราจะกินต่อหรือไม่?

เราใช้ ความรู้” หรือ “รู้สึก“จะบอกว่ากินหรือไม่กินดี?
วิตามินเอ วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน อาจเพิ่มโอกาสเสียชีวิตได้ (บีเยลาโควิช จี. จามา 2007;297:
842-57)

กลุ่มการทดลองแบบสุ่มตัวอย่างแบบสุ่มตัวอย่างจากการศึกษา 68 เรื่อง ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 200,000 คน (ทั้งปกติและเป็นโรค) เพื่อดูว่าผลของการทานวิตามินแบบเม็ดหรือสารสกัดจากสารต้านอนุมูลอิสระถึงตาย เมื่อเทียบกับการไม่กินหรือทานวิตามินหลอก (ดูเหมือนวิตามินทุกเม็ดแต่ไม่มีวิตามิน เพื่อให้ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและผู้ป่วยจะไม่ทราบ หากรวมการทดลองทั้งแบบ High และ Low-bias แล้ว อัตราการเสียชีวิตของผู้ที่รับประทานนั้นไม่แตกต่างกัน หรือไม่รับประทานวิตามินแบบเม็ดหรือสารสกัดจากสารต้านอนุมูลอิสระแต่หากมองเพียงเท่านั้น ในการศึกษาด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพดี (Less bias) 47 การศึกษาจากประชากรกว่า 180,000 คน พบว่าการบริโภคเบต้าแคโรทีนใน 6 การศึกษาเพิ่มโอกาสเสียชีวิตได้ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ (95% CI 1.01-1.11) เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่น ๆ ยกเว้นซีลีเนียม (5 การศึกษา) โอกาสในการเสียชีวิตคือ 16 เปอร์เซ็นต์ (95% CI 1.10-1.24) เช่นเดียวกับวิตามินเอ การบริโภควิตามินอี (การศึกษา 26 ชิ้น) เพิ่มโอกาสในการเสียชีวิต 4% (95% CI) . 1 .01-1.07)

วิตามินอีไม่ได้ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (Vivekananthan DP, มีดหมอ 2003;361:2017)

หนังสือเล่มล่าสุดเกี่ยวกับโรคหัวใจ (โรคหัวใจของ Braunwald) ได้ตีพิมพ์บทสรุปจากการศึกษาแบบสุ่ม 7 ชิ้นจากคนมากกว่า 80,000 คนซึ่งพบว่าการบริโภควิตามินอีไม่ได้ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (กลุ่มรับประทานอาหารทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจร้อยละ 11.3 และกลุ่มควบคุม (ไม่รับประทานอาหาร) 11.1%)


สตรีวัยหมดประจำเดือนทานวิตามินรวม ไม่ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือการเสียชีวิต
(Neuhouser ML. Arch Intern Med 2009;169:294-304) โครงการ Women’s Health Initiative เป็นการศึกษาสตรีชาวอเมริกันกว่า 160,000 คน ทั้งในการทดลองทางคลินิกและการติดตามผลระยะยาวประมาณ 8 ปี การรับประทานวิตามินรวมในช่วงมีประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานวิตามินรวมแบบเดี่ยวร่วมกับเกลือแร่ (เช่น แคลเซียม) หรือวิตามินรวมในปริมาณมาก (มากกว่า 200% ของระดับที่แนะนำ) ไม่ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง (ทั่วไป) โรคหัวใจและหลอดเลือด และไม่มีผลต่อการตายจากทุกสาเหตุ

คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน) ปี พ.ศ.๒๕๔๙ (หมุนเวียน 2549;114:82-96)

แม้ว่ายาเม็ดวิตามิน หรือสารสกัดจากสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี เบต้าแคโรทีน ซีลีเนียมก็ไม่แนะนำให้รับประทาน แต่แนะนำให้กินอาหารจากพืช (เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี น้ำมันพืชที่มีวิตามินเหล่านี้)

สตรีวัยหมดประจำเดือน ควรรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเป็นประจำ ไม่ลดโอกาสกระดูกหักแต่อาจเพิ่มนิ่วในไต (Jackson RD.N Engl J Med 2006; 354: 669-83)

การศึกษาสตรีวัยหมดประจำเดือนมากกว่า 36, 000 รายที่ได้รับการสุ่มเลือกรับประทานวิตามินดี 400 หน่วยมาตรฐานและแคลเซียม 1 กรัมหรือยาหลอกทุกวันเป็นเวลา 7 ปีพบว่าปริมาณวิตามินดีและแคลเซียมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสะโพก แต่ไม่ลดโอกาสเกิดกระดูกสะโพกหัก และโอกาสเกิดนิ่วในไตเพิ่มขึ้นประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมช่วยไม่ได้ลดโอกาสเสียชีวิต หรือไม่ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและมะเร็งทั่วไป

ดังนั้นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนไม่ควรรับประทานแคลเซียม และวิตามินดีเพื่อเสริมสร้างกระดูก มวลกระดูกควรตรวจสอบก่อนว่า กระดูกบาง? แล้วขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อเพิ่มมวลกระดูก เช่น งดกาแฟ (การดื่มกาแฟทุกๆ 1 แก้ว ขจัดแคลเซียมออกจากร่างกายประมาณ 40 มิลลิกรัม) งดน้ำอัดลม เปลี่ยนไปดื่มน้ำเปล่าหรือชาที่ชงแล้ว . (ใบชาชงด้วยน้ำร้อน ไม่ใช่ชาบรรจุขวด ชากระป๋อง เหมือนที่วางขายตามท้องตลาด) หยุดยาไทรอยด์บางชนิด และกินกะปิ ปลาเล็ก กุ้งแห้ง เสริมแคลเซียมในอาหาร ออกกำลังกาย เดิน ยกน้ำหนัก เพิ่มแรงกดบนกระดูกบาง เพื่อกระตุ้นแคลเซียมสะสมในกระดูกที่ทำงานอยู่ (ยิ่งใช้ยิ่งแรง ยิ่งไม่ใช้ยิ่งเสื่อมสภาพ) ตากแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าและเย็น วันละ 15 นาที เพื่อให้ผิวหนังผลิตวิตามินดี วิตามินดีเพิ่มขึ้น การดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่เรากิน 80% ของวิตามินในร่างกายของเราประกอบด้วยผิวที่โดนแสงแดด ที่เหลือจากอาหารจำพวกไขมันปลา นม ธัญพืช และแคลเซียม และอาหารเสริมวิตามินดีควรได้รับการดูแลโดยแพทย์ เพื่อป้องกันผลเสียในระยะยาวดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

สรุป
“วิตามิน” เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ ในขณะเดียวกัน บทลงโทษก็เช่นเดียวกัน
การกิน “ธรรมชาติ” จะมีประโยชน์มากกว่า และ/หรือบทลงโทษน้อยกว่าการรับประทาน “ปรุงแต่ง” โดยการสกัดยาเม็ดหรืออาหารเสริม

วิตามินเม็ดที่มีวิตามินเอ อี และเบต้าแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรรับประทานในระยะยาว ส่วนการรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมนั้น แพทย์ควรกำหนดให้ใช้ในระยะยาว

.
ที่มาข้อมูล