in

“วัยทอง” กับสิ่งที่ควร-ไม่ควรทำ

“วัยทอง” กับสิ่งที่ควร-ไม่ควรทำ

  • วัยหมดประจำเดือนหรือวัยหมดประจำเดือนเป็นภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศน้อยลง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่ในผู้หญิงอาการจะเด่นชัดกว่า

  • วัยชราเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม

  • การศึกษาพบว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนใช้ในการรักษาวัยหมดประจำเดือน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นจึงควรปรึกษาและรักษาโดยแพทย์เท่านั้น

วัยหมดประจำเดือนคืออะไร?

นพ. รัตนาภรณ์ ลีลาวิวัฒน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนรีเวชวิทยาและรักษาวัยหมดประจำเดือน โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ระบุว่าวัยหมดประจำเดือนเป็นภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศน้อยลง ร่างกายเปลี่ยนแปลง เสื่อมโทรม และเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชายอายุระหว่าง 45-55 ปี แต่ผู้หญิงจะแสดงอาการชัดเจนขึ้น

วัยหมดประจำเดือนหรือวัยหมดประจำเดือนคือผู้หญิงที่มีประจำเดือนสิ้นสุดลงอย่างถาวร เนื่องจากรังไข่หยุดผลิตฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ส่งผลให้อาการวัยทองต่างๆ เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก อารมณ์แปรปรวน รบกวนการนอนหลับ พลังงานลดลง และร่างกายเริ่มเสื่อมโทรม น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายเผาผลาญน้อยลง พวกเขายังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อมอีกด้วย

ผู้หญิงจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัยหมดประจำเดือนหลังจากที่ประจำเดือนของเธอไม่อยู่นานถึง 1 ปีเท่านั้น วัยหมดประจำเดือนอาจเกิดขึ้นได้ระหว่างอายุ 45 ถึง 55 ปี โดยมีอายุเฉลี่ย 51 ปี นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้หญิงที่ถอดรังไข่ทั้งสองข้างออกก่อนหมดประจำเดือนด้วย

วัยหมดประจำเดือนแบ่งออกเป็น 3 ระยะ:

  1. ใกล้วัยหมดประจำเดือน (Perimenopause)
    เป็นช่วงที่รังไข่เริ่มทำงานผิดปกติ จนสุดท้ายหยุดทำหน้าที่ส่งผลให้มีประจำเดือนมาไม่ปกติจนถึงสิ้นประจำเดือนอย่างถาวร ซึ่งกินเวลาประมาณ 2-3 ปี ในบางกรณีอาจมีอาการทางร่างกาย เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก คลื่นไส้ และอารมณ์แปรปรวน
  2. วัยหมดประจำเดือน (วัยหมดประจำเดือน)
    นับจากการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเป็นเวลา 1 ปี
  3. วัยหมดประจำเดือน (Postmenopause)
    หลังจากหมดประจำเดือนได้ 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้

อาการวัยทองของผู้หญิง

อาการวัยหมดประจำเดือนอาจเกิดขึ้นในช่วงหลายเดือน หรือหลายปีก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนอย่างถาวร กล่าวคือ ใกล้หมดประจำเดือน (perimenopause) ซึ่งอาการจะแสดงออกมาทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือนอาจแตกต่างกันไป ดังนี้

อาการวัยหมดประจำเดือนจะแสดงในระยะสั้น

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ หากคุณมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือนควรไปพบแพทย์ทันที
  • ช่องคลอดแห้ง
  • ร้อนวูบวาบ
  • เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • นอนไม่หลับหรือนอนไม่หลับ
  • อารมณ์เเปรปรวน
  • น้ำหนักขึ้นเนื่องจากการเผาผลาญน้อยลง
  • ผิวแห้ง ผมร่วง

อาการวัยทองและความเสี่ยงระยะยาว

  • โรคกระดูกพรุน การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายทำให้กระดูกเปราะบาง เนื่องจากสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่กระดูกจะแตกหักได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ได้ การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม งดอาหารที่มีไขมัน งดอาหารทอด เบเกอรี่ และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้งขอคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับวิธีป้องกันโรคหัวใจ
  • การเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทส่วนกลางลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้า การเคลื่อนไหวช้าลง ความทรงจำอาจแย่ลง
  • ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อของช่องคลอดและท่อปัสสาวะสูญเสียความยืดหยุ่น บางครั้งก็ปัสสาวะบ่อย รวมทั้งเพิ่มโอกาสติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมากขึ้น
  • ช่องคลอดแห้ง การอักเสบของช่องคลอด มีการแสบร้อนและปวดในช่องคลอด
  • น้ำหนักขึ้นเพราะระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง

การรักษาวัยหมดประจำเดือน

มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพหลายอย่างสำหรับวัยหมดประจำเดือน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดี การรักษาตามอาการ การบำบัดด้วยฮอร์โมน ดังนี้

1. การใช้เจลหล่อลื่น ยาสอดช่องคลอดกรณีช่องคลอดแห้ง

2. การใช้ยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดข้อ ปวดหัว

3. การใช้ยาแก้ซึมเศร้าขนาดต่ำ เพื่อนำไปใช้ในดุลยพินิจของแพทย์

4. การบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (HRT)
เป็นการรักษาสมดุลระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยให้ระดับยาไม่สูงในระยะเวลาอันสั้น ยาที่ให้ ได้แก่ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน การบำบัดทดแทนฮอร์โมนมีสองรูปแบบ:

  • เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนสำหรับผู้ที่ยังมีมดลูกอยู่
  • เอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ที่ไม่มีมดลูก

การบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทนมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ดหรือยาเม็ดสำหรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน แผ่นแปะผิวหนังและเจลทาผิว การรักษาด้วยฮอร์โมนสามารถช่วยลดอาการของวัยหมดประจำเดือนได้ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคบางชนิดได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น โรคลิ่มเลือดอุดตัน ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง โรคตับ และมะเร็งเต้านม ก็ต้องระวังมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรปรึกษา ทำการรักษา และติดตามผลกับแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น และทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทนที่อาจเกิดขึ้นได้

5. กรณีเป็นโรคกระดูกพรุน สามารถให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนได้โดยตรง ควบคู่ไปกับการบริโภคแคลเซียมและวิตามินดี

คำแนะนำในการดูแลตัวเองสำหรับผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน มีดังนี้

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
  • ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน
  • เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
  • จำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ฝึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และฝึกหายใจลึกๆ บ่อยๆ
  • กรณีไม่สามารถคลายความเครียดได้ด้วยตัวเอง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ กังวลอารมณ์แปรปรวนและปัญหาทางเพศ (ถ้ามี)
  • สร้างนิสัยการนอนหลับที่ดีและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • การออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและกระชับช่องคลอด (Kegel Exercises)
  • เข้าร่วมชมรม อาสาสมัคร หรือหางานอดิเรกทำใหม่ๆ
  • การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการตรวจคัดกรองเบื้องต้นระหว่างและหลังวัยหมดประจำเดือน เช่น การตรวจเลือด การตรวจเลือด การตรวจมวลกระดูก การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การตรวจมะเร็งเต้านม เป็นต้น

แม้แต่ยุคทองก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในร่างกาย เป็นก้าวย่างจากวัยเจริญพันธุ์สู่วัยผู้ใหญ่ ทำให้หลายคนกังวลแต่ดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับวัยรวมถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนอันตรายต่างๆ ไปพบแพทย์เพื่อหารือเกี่ยวกับอาการของวัยหมดประจำเดือนและรับการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้ผ่านวัยทอง ไปอย่างมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

.
ที่มาข้อมูล