in

ลูกไม่กินนม ปัญหาหนักใจที่คุณพ่อคุณแม่แก้ไขได้

ลูกไม่กินนม ปัญหาหนักใจที่คุณพ่อคุณแม่แก้ไขได้

การไม่ให้นมลูกเป็นปัญหาที่ผู้ปกครองควรใส่ใจ เนื่องจากทารกเป็นวัยที่ต้องการสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสม หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการ การเจริญเติบโตตามอายุของเด็ก และอาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เกิดจากการที่เด็กไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในอนาคต

เด็กไม่กินนมหรือสามารถกินได้น้อยลง ทั้งจากการดื่มนมจากขวดนมหรือจากเต้านั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ มีตั้งแต่สาเหตุทั่วไปไปจนถึงการเจ็บป่วยที่อาจเป็นอันตรายต่อทารก หากผู้ปกครองประสบปัญหาการไม่ให้นมลูก เรามาดูกันว่าอะไรเป็นสาเหตุ และวิธีรับมือ

ลูกไม่ดื่มนม ปัญหาที่พ่อแม่แก้ได้

สาเหตุที่อาจทำให้ลูกไม่ให้นมลูก

ปัญหาการไม่ให้นมลูกอาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. ปัญหาเกี่ยวกับนม ขวดนม และจุกนมหลอก

หากก่อนหน้านี้ทารกได้รับนมประเภทเดียวกันแต่จู่ๆ กลับไม่ได้รับนมอีก ผู้ปกครองอาจลองตรวจสอบอุณหภูมิของนม โดยหย่อนนมลงบนหลังมือเพื่อดูว่านมร้อนหรือเย็นเกินไป เด็กแต่ละคนอาจชอบนมที่มีอุณหภูมิต่างกัน

หลังจากทดสอบอุณหภูมิของนมแล้ว ผู้ปกครองควรตรวจสอบรสชาติของนมด้วยการชิม เพราะการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์นมผงหรือสัดส่วนที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้รสชาติของนมเปลี่ยนไป หรือถ้านมเก่าที่แช่อยู่ในนั้นถูกอุ่นซ้ำ นมนั้นอาจหมดอายุ กลิ่นและรสเปลี่ยนไปจนทารกไม่สามารถให้นมลูกได้

นอกจากนี้ หากคุณเพิ่งเปลี่ยนขวดใหม่ด้วยรูปทรงที่ต่างไปจากเดิม อาจทำให้ลูกน้อยรู้สึกอึดอัดได้ ไม่คุ้นเคยถึงขนาดที่ลูกไม่สามารถให้นมลูกได้ รวมทั้งหัวนมจุกนมอุดตัน หัวนมแข็ง หัวนมที่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกมีปัญหาในการดูดนมจนไม่สามารถให้นมลูกได้

  1. ลูกไม่สบาย

หลังจากที่ผู้ปกครองพยายามตรวจสอบสาเหตุในจุดแรกไม่พบสิ่งผิดปกติ มีความเป็นไปได้ที่ทารกอาจรู้สึกไม่สบาย ซึ่งโรคบางอย่างอาจทำให้ลูกไม่ให้นมลูกหรือกินน้อยลง เนื่องจากเจ็บปาก เจ็บคอ หรือเมื่อกลืนนมทำให้ป่วย เช่น เป็นหวัด มีไข้ หูอักเสบ ติดเชื้อในลำคอ หรือติดเชื้อราในปาก เป็นต้น .

การเจ็บป่วยในทารกเป็นไปได้ แต่พ่อแม่ควรสังเกตและดูแลลูกอย่างเหมาะสม เพราะเด็กมักเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่หากพบว่าร้อนที่รัก มีไข้สูง ปฏิเสธที่จะให้นมลูก หรือมีอาการป่วยอื่นๆ คุณควรพาลูกไปพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม บางครั้งทารกอาจไม่ป่วยหรือป่วยจากโรคนี้ แต่ทารกอาจรู้สึกคันหรือเจ็บเหงือกเมื่อฟันเริ่มงอก ทำให้กินนมน้อยลง

  1. ทารกอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการกินอาหารบด

เมื่อทารกเข้าสู่วัยเริ่มกินอาหารบด ในช่วงเริ่มต้น อาหารบด เช่น กล้วยบด ฟักทองบด หรือโจ๊ก มักจะให้พร้อมกับนม ทารกบางคนอาจติดรสชาติของอาหารใหม่ ซึ่งทำให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ยาก หรือบางครั้งพ่อแม่อาจให้อาหารบดกับลูกมากเกินไปเพื่อให้ลูกอิ่มและไม่อยากกินนม

  1. ทารกถูกกระตุ้นโดยปัจจัยบางอย่าง

ทารกที่กำลังเริ่มหัดเล่นของเล่นดูโทรทัศน์หรือเล่นแท็บเล็ต ทารกอาจให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้มากกว่าการให้นมลูก เมื่อพ่อแม่เปิดโทรทัศน์หรือวางของเล่นไว้ใกล้ ๆ พวกเขาสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของลูกและป้องกันไม่ให้ป้อนอาหาร อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่คุ้นเคยกับกลิ่นหรือรู้สึกกระวนกระวายใจจนไม่สามารถให้อาหารได้

นอกจากสาเหตุข้างต้นแล้ว ปัญหาการไม่ให้นมลูกก็อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่นกัน ผู้ปกครองจึงควรสังเกตการเปลี่ยนแปลง อาการ และพฤติกรรมของทารก กรณีที่ลูกไม่ยอมกินนมหรือบดอาหารด้วยความเอะอะ ร้องไห้ไม่หยุด มีไข้ ท้องร่วง อาเจียน ให้พาทารกไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

วิธีรับมือเมื่อลูกไม่ให้นมลูก

การรับมือกับปัญหาการไม่ให้นมลูกสามารถทำได้หลายวิธี ผู้ปกครองอาจลองใช้วิธีการต่อไปนี้และนำไปใช้

  • กำหนดปริมาณนมและอาหารทารกที่เหมาะสมในแต่ละมื้อ แล้วรอให้ลูกหิวนมแล้วให้อาหาร
  • หากคุณกำลังเปลี่ยนอาหารจากเต้านมไปเป็นนมผงหรือจากนมผงไปเป็นอาหารบด ควรค่อย ๆ ปรับให้ลูกน้อยได้ปรับตัวและชินกับอาหารใหม่
  • ตรวจสอบวันหมดอายุ รสชาติ และอุณหภูมิของนมก่อนให้นมลูกเสมอ
  • ตรวจสอบว่าหัวนมไม่อุดตัน ไม่แข็งเกินไปและหาหัวนมที่มีขนาดเหมาะสมกับลูกน้อย
  • ลองปรับเปลี่ยนดูให้นมลูก เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวและป้อนอาหารได้ง่ายขึ้น
  • กอดและอุ้มลูกน้อยของคุณในระหว่างการให้นมเพื่อให้พวกเขาอบอุ่นและปลอดภัย
  • หากลูกน้อยของคุณอยู่ในระยะการงอกของฟัน คุณอาจลองดื่มนมเย็นแทน เพราะความเย็นจากนมอาจช่วยบรรเทาอาการเจ็บเหงือกจากการงอกของฟันได้ แต่ระวังอย่าให้นมเย็นเกินไป
  • ให้อาหารลูกน้อยของคุณในห้องที่เงียบสงบโดยไม่มีสิ่งรบกวนหรือสิ่งเร้า

ผู้ปกครองสามารถให้นมลูกต่อไปได้ หากเด็กไม่ยอมให้อาหารก็ไม่ควรบังคับหรือทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด เพราะอาจทำให้ปัญหาของทารกไม่ให้นมรุนแรงขึ้นโดยอาจหยุดพักและกลับไปป้อนนมอีกครั้ง หากลองวิธีการข้างต้นแล้วทารกยังไม่ยอมให้นมลูกหรือทารกป่วย จุกจิกมากกว่าปกติควรพาไปหาหมอ

.
ที่มาข้อมูล