in

ลูกขี้อาย สาเหตุและเทคนิคเพิ่มความมั่นใจในการเข้าสังคม

ลูกขี้อาย สาเหตุและเทคนิคเพิ่มความมั่นใจในการเข้าสังคม

เด็กขี้อายเป็นปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนอาจกังวล เด็กมักจะรู้สึกกลัวหรือไม่สบายใจเมื่ออยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆ กับคนที่ไม่คุ้นเคย พวกเขามักจะฟังหรือสังเกตจากระยะไกลได้สบายกว่าโดยไม่เป็นจุดสนใจ แม้ว่าความประหม่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติ แต่ความเขินอายของลูกอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตในอนาคต

ความเขินอายเป็นลักษณะนิสัย (Temperament) เป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กแต่ละคนแสดงออกต่างกัน เด็กบางคนปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ง่าย แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์ พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลและปลูกฝังให้ลูกมีความมั่นใจ เพื่อให้เด็กได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

สาเหตุและเทคนิคของเด็กขี้อายเพื่อเพิ่มความมั่นใจทางสังคม

สาเหตุที่ลูกอาย

ความเขินอายของเด็กอาจเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น ลักษณะส่วนบุคคล หรือปัจจัยภายนอก เช่น การเลี้ยงดูและสภาพสังคมที่ลูกเติบโตขึ้นมา เด็กบางคนอาจมีนิสัยขี้อายที่มีมาแต่กำเนิด สันนิษฐานว่าพันธุกรรมส่งผลต่อนิสัยของเด็ก ทารกประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์มีแนวโน้มที่จะขี้อายมากขึ้น และทารกที่กลัวและร้องไห้ง่ายอาจจะขี้อายเมื่อโตขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ปกครองที่ขี้อายหรือปกป้องมากเกินไป (พ่อแม่ปกป้องดูแลมากเกินไป) มักจะเข้าไปกำกับและจัดการชีวิตของลูก ทำให้ยากสำหรับเด็กในการตัดสินใจหรือทำสิ่งต่าง ๆ และปรับตัวเข้ากับการเข้าสังคม จึงอาจทำให้ลูกอายได้ รวมทั้งเติบโตในสังคมกลั่นแกล้ง (ข่มเหงรังแก) จากญาติหรือเพื่อนที่โรงเรียน ทั้งทำร้ายร่างกาย การเยาะเย้ย ใส่ร้าย หรือนินทาสามารถทำให้เกิดความกลัว ความวิตกกังวล และระยะห่างทางสังคมกับเด็ก

7 เทคนิคเพิ่มความมั่นใจให้ลูกขี้อาย

พ่อแม่ควรให้เวลาลูกปรับตัวเข้ากับผู้คนใหม่ๆ หรือสถานที่ใหม่ๆ โดยไม่ต้องใช้คำพูดทำให้ลูกรู้สึกแย่ และสอนทักษะการเข้าสังคมของเด็กๆ ดังนี้

  1. อย่าล้อเลียนหรือวิพากษ์วิจารณ์เมื่อลูกของคุณขี้อาย ไม่กล้าเข้าหาคนอื่นและระวังเมื่อคนใกล้ชิดอย่างเพื่อนที่โรงเรียนหรือญาติๆ รังแกและเรียกลูกว่าลูกขี้อายเพราะอาจสร้างบาดแผลในใจลูกและยิ่งสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงในการเข้าสังคม
  2. ส่งเสริมให้ลูกของคุณเล่าเรื่องที่ไม่สบายใจ และบอกเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่เต็มใจที่จะพบปะผู้คนใหม่ๆ และให้เด็กบอกพวกเขาเมื่อพวกเขารู้สึกว่าพร้อม ผู้ปกครองอาจแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขากับลูก ๆ และวิธีจัดการกับความอับอายเพื่อให้ลูกของคุณเรียนรู้ว่าความอับอายสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและสามารถแก้ไขได้
  3. ฝึกลูกให้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นบ่อยๆ เช่น ออกไปวิ่ง กีฬากลางแจ้งหรือไปงานเลี้ยงที่บ้านเพื่อน ฯลฯ
  4. เมื่อลูกไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นในที่ใหม่ พ่อแม่อาจพาลูกไปเดินเล่นด้วยกันและอยู่ใกล้ลูกจนกว่าลูกจะรู้สึกคุ้นเคย แล้วค่อยๆ เว้นระยะห่างและสังเกตจากระยะไกล
  5. สอนลูกให้แสดงความคิดเห็นในเวลาที่เหมาะสม นี้อาจเริ่มต้นด้วยการตอกย้ำความคิดเห็นของพวกเขาเมื่อเพื่อนในกลุ่มหยุดพักในการสนทนา และค่อยๆ ฝึกบุตรหลานของคุณให้แนะนำหัวข้อใหม่ที่น่าสนใจในการอภิปราย
  6. ฝึกทักษะการเข้าสังคม เช่น สอนลูกสั่งอาหารที่อยากกินเอง เลือกสิ่งที่คุณต้องการและจ่ายเอง และฝึกพูด นำเสนอหน้าชั้น ฯลฯ
  7. อย่าเปรียบเทียบลูกของคุณกับเด็กคนอื่น ๆ และชื่นชมพวกเขาเมื่อพวกเขาเริ่มแสดงความกล้าหาญ คำชมเล็กๆ น้อยๆ จะกระตุ้นให้ลูกไม่เขินอายและรับมือกับสิ่งที่ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากผู้ปกครองเริ่มกังวลเกี่ยวกับความขี้อายของลูกหรือพฤติกรรมขี้อายที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน โรงเรียน และชีวิตทางสังคม เช่น ปฏิเสธที่จะอยู่ห่างจากพ่อแม่ ไม่มีเพื่อน มีความเครียดหรือวิตกกังวลเมื่ออยู่ในสถานการณ์กับคนแปลกหน้า ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา เพราะเด็กขี้อายอาจสูญเสียความมั่นใจในตนเอง (ความนับถือตนเอง) พฤติกรรมก้าวร้าวหรือโดดเดี่ยวจากสังคม

การรักษาอาการเขินอายที่อาจใช้ ได้แก่ การบำบัดแบบกลุ่ม การจัดการความเครียดและความวิตกกังวล การเรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลายและการฝึกทักษะทางสังคม

พฤติกรรมขี้อายอาจพบได้บ่อยในเด็ก อาจเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวหรือการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ พ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูและส่งเสริมให้ลูกมีความกล้าหาญที่ถูกต้อง หากผู้ปกครองไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยและเพิ่มความมั่นใจในตนเองของลูกได้ การปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำอาจช่วยให้พ่อแม่รับมือกับลูกขี้อายได้ดีขึ้น และให้เด็กได้อยู่ในสังคมต่อไปอย่างมีความสุข

.
ที่มาข้อมูล