in

รู้เท่าทัน…ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กกันดีกว่า…

รู้เท่าทัน…ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กกันดีกว่า…

ปัจจุบันผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้น และในวัยที่ลดลง พบว่า เบาหวานในเด็กมีมากขึ้น พ่อแม่ก็อยากมีลูก เติบโตมาอย่างมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีใครอยากให้ลูก ๆ ของพวกเขา รวมทั้งตัวคุณเอง ต้องติดโรค รวมทั้งโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง หากเป็นโรคนี้จะส่งผลเสียทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หรือปลายประสาทที่ขา สิ่งสำคัญคือต้องดูแลตัวเองไปตลอดชีวิต จะเห็นได้ว่าโรคเบาหวานในเด็กเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจและป้องกัน

…มารู้จักโรคเบาหวานกันดีกว่า…
เบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากตับอ่อนไม่เพียงพอในการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน เบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 1. เบาหวานขึ้นอยู่กับอินซูลิน. หรือเบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานขึ้นอยู่กับอินซูลิน) เบาหวานชนิดนี้คือร่างกายขาดอินซูลิน 2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือเบาหวานชนิดที่ 2 (เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) ตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดนี้สามารถผลิตอินซูลินได้ แต่อินซูลินที่มีอยู่ใช้ไม่ได้ผล

… สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น…

สาเหตุหลักที่เด็กมีโรคเบาหวานประเภท 2 เพิ่มขึ้นคือโรคอ้วน โดยพบว่าโรคอ้วนส่งผลต่อการทำงานของอินซูลิน และเด็กและวัยรุ่นจำนวนเท่าใดที่เป็นโรคอ้วน ความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ก็ยิ่งมีมากขึ้น ที่สำคัญโรคเบาหวานชนิดนี้เราสามารถป้องกันได้ถึงร้อยละ 80

อาการอะไรบ่งบอกว่าคุณเสี่ยงเป็นเบาหวาน!!!……และต้องทำอย่างไร?

1. อาการที่สงสัยว่าเป็นเบาหวาน ได้แก่ • ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ • ถ่ายมาก ผอมบาง • มีอาการปัสสาวะเล็ด • รอยแผลเป็นที่หายช้า
2. หากเด็กหรือวัยรุ่นอ้วนและมีประวัติสมาชิกภาพ ครอบครัวเป็นเบาหวาน
3.มีจุดดำที่คอหรือใต้รักแร้

พ่อแม่ควรดูแลลูกเสมอว่ามีอาการ 1 ใน 3 อาการนี้หรือไม่ ถ้ามี ควรพาเด็กไปหากุมารแพทย์ก่อน เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน

สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือพ่อแม่และครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ทั้งในเรื่องการกินและการมีกิจกรรม/การออกกำลังกาย

…ห่วงใยทุกท่าน ห่างไกลเบาหวาน…

….ร่วมพิชิตโรคอ้วน…พิชิตเบาหวาน…
พ่อแม่ผู้ปกครองโรงเรียนและชุมชนควรร่วมมือในการดูแลเด็ก เป็นเด็กที่ไม่อ้วนและมีสุขภาพที่ดีโดย

1.ดูแลเรื่องการกิน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนควรจัดให้เด็ก ๆ คือ:
– ให้อาหารที่เหมาะสม มีหลากหลาย 5 กลุ่มเพื่อประโยชน์ และความสมดุลของสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
– เลือกอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม ใส่ผลไม้และผักที่ไม่หวาน
• ปรุงด้วยวิธีต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง อบ ต้ม ผัด และเคี่ยวโดยไม่ใช้น้ำมัน แทนที่จะอาหารทอด ให้ระวัง “ฟาสต์ฟู้ด” อาหารที่มักมีแป้งและไขมันสูง ลิ้มรสก่อนปรุงรสก่อนปรุงรส ลดการซื้อขนมและของว่าง กรุบกรอบไว้ที่บ้าน โรงเรียนไม่ควรขายขนม ของขบเคี้ยว ของขบเคี้ยว และน้ำอัดลม ควรขายผลไม้ตามฤดูกาล และน้ำผลไม้แทน
• กินผัก 3-5 ส่วน/วัน เช่น ผักสด 3-5 ทัพพี/วัน หรือผักปรุงสุก 9 ช้อนโต๊ะ/วัน
• กินผลไม้ 2-4 ส่วน/วัน (ผลไม้ขนาดกลาง เช่น ส้ม กล้วย 1 แอปเปิ้ล เท่ากับ 1 ส่วน)

2. ดูแลการออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เด็กควรได้รับการสนับสนุนให้ทำดังต่อไปนี้:
ส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เดินมากขึ้น ห้ามรถหรือลิฟต์ ถ้าเป็นไปได้ ส่งเสริมให้เด็กมีวิถีชีวิตที่เคลื่อนไหว เช่น ช่วยทำงานบ้าน ไม่ดูโทรทัศน์ หรือเล่นคอมพิวเตอร์เกิน 2 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้โรงเรียนมีที่สำหรับเด็กๆ
ออกกำลังกายและจัดชั่วโมงพลศึกษาให้เด็กได้ออกกำลังกายและชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ก็มีความสำคัญเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ ควรมีที่สำหรับออกกำลังกาย หรือมีกลุ่มหรือฟิตเนสคลับ

.
ที่มาข้อมูล