in

รางจืด : ความงามและคุณค่าแห่งภูมิปัญญาไทย

รางจืด : ความงามและคุณค่าแห่งภูมิปัญญาไทย

รังสิต : ความงามและคุณค่าภูมิปัญญาไทย

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานที่ประเทศเมียนมาร์ (เมียนมาร์) รวม 18 วัน เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการเดินทางบนถนน ที่ไม่สะดวกนัก จากย่างกุ้งขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงตองยี จากนั้นเลี้ยวไปทางมัณฑะเลย์ พุกาม อินวา แปร และกลับย่างกุ้ง ชมงานสองวันในอิระวดีปากน้ำ จากนั้นมุ่งหน้าไปทางตะวันออกสู่ชายแดนไทย เยี่ยมชมเมืองหลวงพะอันของรัฐกะเหรี่ยงแล้วเดินทางต่อไปยังเมืองมะละแหม่งของรัฐมอญ เช่น ไปพม่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชีวิต ธรรมชาติ วัฒนธรรม ฯลฯ ด้วยตัวเองหลังจาก ได้มีโอกาสไปเยือนกว่า 20 ประเทศ ใน 5 ทวีป ซึ่งไกลกว่าพม่าหลายเท่า ที่น่าแปลกใจ ถึงแม้จะเป็นประเทศเพื่อนบ้านแต่ดูเหมือนคนไทยจะมีโอกาสได้ไปเที่ยวพม่าและรู้เรื่องพม่าน้อยมาก น้อยกว่าสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่นหลายเท่า เช่นเดียวกับประเทศลาวและกัมพูชาซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเราเช่นกัน นอกจากคนไทยส่วนใหญ่แล้วยังไม่รู้จักชาวพม่า ลาว และเขมรเท่าที่ควร ทัศนคติเกี่ยวกับเพื่อนบ้านของเราก็ไม่ค่อยดีเช่นกัน ผู้เขียนเองถึงแม้จะไม่มีอคติต่อเพื่อนบ้านของทั้งสามประเทศนี้ก็ยังพบว่าหลังจากได้ไปเยือนสามประเทศนี้แล้ว ได้รู้จักและเข้าใจด้านต่างๆ ในประเทศเหล่านั้นมากขึ้น ทำให้คุณรู้สึกดีที่เกิดขึ้นมากมายรวมทั้งได้เห็นสิ่งดีๆ ต่างๆ มากมาย ที่ 3 ประเทศนี้มี แต่ไทยไม่มีหรือแพ้ ในทางตรงกันข้าม บางสิ่งที่ประเทศไทยมีดีกว่านั้น เรามองเห็นคุณค่านั้นมากขึ้น เช่น สิทธิและเสรีภาพในการเมือง

ขณะเดินทางโดยรถยนต์จากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งในพม่า ผู้เขียนได้เห็นสภาพแวดล้อม มีภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันมากมาย ทั้งที่ราบลุ่ม ทุ่งกว้างสุดลูกตา สลับซับซ้อนของภูเขาสูงและป่าทึบ สภาพแล้ง แล้งมากกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ของปากแม่น้ำและชายทะเลที่ยังคงอุดมสมบูรณ์กว่าหลายแห่งในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นแบบเดียวกับในประเทศไทย แต่บางอันก็ดูแปลกๆ มีต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผู้เขียนคุ้นเคยพบหลายแห่งที่ผ่านไปมา ทั้งในป่าและในเมืองตลอดจนในวัด ผู้เขียนสามารถเห็นและจำพืชชนิดนี้ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากดอกไม้ของพืชชนิดนี้กำลังบานสะพรั่ง สีสันและรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้สะดุดตาและจดจำได้ง่ายว่าเป็นพืชที่คนไทยเรียกว่า รางสด ที่นั่น

รังจุก: พืชจากป่าเขตร้อนของเอเชีย
รางจือชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia laurifolia Lindl. อยู่ในวงศ์ Acanthaceae เป็นเถาวัลย์ปีนเขาธรรมชาติ มันสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพาดผ่านต้นไม้ใหญ่ เถามีความแข็งแรงแตกแขนงดี อาจคลุมต้นไม้ใหญ่ทั้งเถากลม สีเขียว เมื่อเถาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมากขึ้น ใบเป็นคู่ตรงข้ามที่ปลายก้าน ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านาง ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. ใบกว้างประมาณ 5 ซม. ใบยาวประมาณ 10-12 ซม. ส่วนปลายเป็นกลีบแหลม ใบสีเขียวเรียบไม่มีขนปกคลุม ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อละ 3-4 ดอก ช่อมี 5 กลีบ กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร โคนดอกเป็นหลอดรูปกรวย ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ในหลอด กลีบดอกสีม่วง พืชบางชนิดมีกลีบดอกสีม่วงอ่อน บางตัวมีสีม่วงเข้ม ภายในหลอดมีสีขาว-เหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน มักออกดอกในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) แต่บางต้นสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

ดอกไม้โรยบางชนิดอาจออกผลเป็นหัวกลมที่มีปลายแหลม เมื่อสุกเปลือกผลจะมีสีน้ำตาล แบ่งเป็น 2 ส่วน เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆ เหมือนหนามบนเปลือกเมล็ด เมล็ดนี้สามารถขยายพันธุ์ได้ แต่นิยมขยายพันธุ์เป็นเถาวัลย์หรือใบสำหรับปักชำ เพราะมันเร็วกว่าการหว่านเมล็ด บ้านเกิดของรางน้ำจืดดั้งเดิมอยู่ในป่าเบญจพรรณชื้นหรือบริเวณชายป่าดิบชื้นเขตร้อนของเอเชีย เช่น อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ผู้เขียนได้พบร่องน้ำจืดตามธรรมชาติในทุกประเทศที่กล่าวถึงข้างต้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มีรังชุดจำนวนมากในพม่า สำหรับประเทศนั้นพบได้ในป่าของทุกภาค เป็นพืชพื้นเมืองดั้งเดิมอีกชนิดหนึ่งของคนไทย มีชื่อเรียกหลายชื่อเรียกว่า ฉุดฉุด, เย็นรัง, วันรังชุต, วันรังชุต, วันรังชุต, เถา, ยาเขียว, เถาเขียว. พลังช้างเผือก, เขมชะนาง (ภาคกลาง), ยิ้มแย้ (อุตรดิตถ์), หางจือ, หางเย็น, ครัวเย็น, น้ำแน (ภาคเหนือ), ค่าย (ยะลา) และโต๊ะห้าว (ปัตตานี) เป็นต้น

ประโยชน์ของรางน้ำจืด
จากการเดินทางไปดูรางน้ำในหลายประเทศ พบว่าส่วนใหญ่เห็นว่ารางน้ำเป็นวัชพืช หรือพืชธรรมดาไม่มีค่าพิเศษ พระพม่าที่ผู้เขียนสอบถามเรื่องการใช้รางจือ (เพราะพบรางน้ำในบริเวณวัด) พระตอบว่าไม่มีประโยชน์อะไร เห็นเป็นวัชพืช ส่วนใหญ่ใช้ลำต้น (เถา) เป็นเชือกเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น ในอินเดีย ผู้เขียนพบว่า รางน้ำจืดถูกปลูกไว้เป็นไม้ประดับเพื่อปิดซุ้มสำหรับนั่งเล่นและพักผ่อนในสวนสาธารณะ ทำให้มีร่มเงาสวยงามทั้งดอกและใบ ในประเทศไทยได้มีการปลูกไว้ เป็นไม้ประดับ โดยเลือกพันธุ์ที่มีดอกสีม่วงเข้มพิเศษ

การใช้ทังสเตนซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนไทยในสมัยก่อนคือการใช้ทังสเตนเป็นยาสมุนไพร ก็จัดว่าเป็นยาประเภทหนึ่ง เรียกว่า ว่านรางจือ หรือชนิดรังจือ (ว่านรางจือหรือจางจ่วยมี 3 ชนิด คือ แบบเถา แบบต้น และแบบหัว) บางครั้งเรียกว่า เม็ดเขียว เพราะนิยมใช้ทำยาเขียว ใช้ลดไข้ แก้ร้อน เพราะถือว่าเป็นยาเย็น จนบางครั้งเรียกว่า รางเย็น หนังสือตำราสมุนไพรไทย รวมทั้งตำรา ระบุคุณสมบัติของรางน้ำที่เย็นและจืด ใช้แก้พิษเมาสุราทุกชนิด แก้ร้อนเป็นพิษ ดับร้อนในกระหาย แก้อาการผิดปรกติ แก้โรคบิด ขับปัสสาวะ ฯลฯ รวมทั้งใช้ยาเขียว

การฟื้นฟูการใช้รังจึดเป็นยาสมุนไพร สำหรับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันต้องยกย่องเป็นหลักฐานว่าส่วนใหญ่เป็นผลงานของ พ.ต.อ.ชลอ อุทกพัฒน์ ผู้เขียนหนังสือชื่อ คู่มือยาสมุนไพร โรคเขตร้อน และวิธีการรักษา หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1975 กล่าวถึงประสิทธิภาพของทังสเตนในการรักษาพิษจากยาฆ่าแมลงที่ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคเสียชีวิตทุกปี เนื่องจากการเกษตรสมัยใหม่ใช้สารเคมีมากขึ้น รวมทั้งสารฆ่าเชื้อราและสารกำจัดวัชพืชด้วย นอกจากนี้ รางสดยังแนะนำสำหรับการรักษาพิษจากยาตามใบสั่งแพทย์ ความเบื่อ พิษจากเห็ดเมา หรือพิษจากพืชที่กินเข้าไป รวมถึงการเมา หรือยาชนิดต่างๆ เป็นต้น โดยนำประสบการณ์การรักษาที่ได้ผลจริงของยาแผนโบราณมาเผยแพร่ทั่วประเทศ โดยส่วนที่แนะนำคือ รากที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน และใบจะสลับกัน (ไม่เด็กไม่แก่เกินไป)

ผู้เขียนเองได้นำความรู้จากหนังสือ หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ให้กับเกษตรกรและคนที่รู้จักเขา พบว่ารางรางน้ำมีคุณสมบัติที่ดีจริงๆ จึงได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารหมอประจำหมู่บ้านนี้ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2531 พร้อมทั้งแนะนำให้ใช้ใบรังจุดแห้งสำหรับดื่มน้ำร้อน เช่นชาเพื่อขจัดสารพิษออกจากน้ำและอาหารในชีวิตประจำวัน โดยอาจดื่มวันละ 1-2 แก้ว ซึ่งดื่มง่าย เพราะรางไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เป็นชื่อรางจืด แต่ชาสดมีผลลดความดันโลหิต จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาความดันเลือดต่ำ ปัจจุบันมีคนทำชาสด การกระจายทั่วไปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติในการล้างพิษของรางจือนั้นได้รับการยืนยันจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน รังจับจึงถือเป็นความงามและคุณค่าจากภูมิปัญญาไทยอย่างแท้จริง

.
ที่มาข้อมูล