in

รัง : ความหอมภายใต้ภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งทนทาน

รัง : ความหอมภายใต้ภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งทนทาน

นำธูปเทียนบูชาพระสุมาลัย ถวายเป็นพุทธบูชา
ระหว่างนางรังทั้งสองก็โค้งคำนับ โค้งคำนับกิ่งก้านและกิ่งก้าน…
(นิรัชพระแท่นดงรัง – นายมี)

บทความนี้ตั้งใจจะตีพิมพ์ในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี (ตามปฏิทินสุริยคติ) เราจึงเลือกต้นไม้ที่มีไว้เพื่อระลึกถึงธรรมะหนึ่งต้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในสมัยปรินิพพาน กล่าวคือ มรณภาพหรือจิตสำนึกแห่งความตายอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความประมาทเลินเล่อยังตั้งใจให้เป็นเสมือน “ธูปเทียนบุปผาสุมาลัย” นำเสนอแก่พี่น้องชาวใต้ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่อำเภอตากใบเมื่อปลายเดือนตุลาคมและเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบว่าความตายนั้นถึงแก่กรรมถึงทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนกำหนด หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

สำหรับชาวพุทธไทย ส่วนใหญ่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าประสูติและปรินิพพานใต้ต้นรัง ตามที่อธิบายไว้ในหนังสือเล่มแรกโดยเฉพาะคนไทยบางคนในสมัยก่อน แม้จะเชื่อว่าสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าอยู่ในประเทศนี้เอง อยู่ที่พระดงรัง จ.กาญจนบุรี ทำให้คนไทยในสมัยก่อนจะบุกป่าและเดินทางไปสักการะพระเครื่องดงรังครั้งหนึ่งในชีวิต รวมทั้งได้เดินทางไปสักการะรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีนั้นเอง

หนังสือปฐมสมโภคา บรรยายเหตุการณ์ในสมัยที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ณ กุสินาราว่า… “เมื่อพระอาทิตย์ตกดินก็มาถึงอุทยานแห่งชาติสาละวัน…และในสวนหลวงมีศาลามกุฏราชกุมารีอยู่ใกล้ศาลามีรังไม้คู่มีลำต้นกลมสวยงาม เหมือนต้นอินทผลัมที่ยอดโคลงพร้อมกันและอยู่ใต้ต้นทั้งสอง มีมัญชน์ในวันเอนกายของพระยามัลลราชาธิบดี…”??

จากข้อความที่ยกมาข้างต้นจะเห็นว่า นิรัชพระแท่นดงรังของนาย (เสมียน) ได้ใช้คำเดิมเรียกต้นรังว่า “ทั้งนางรัง” และการกล่าวถึง… “ก้มกราบกิ่งไม้…”?? มาจากเนื้อความในเล่มสมโภฏิกาเล่มแรกว่า… “มียอดที่โค้งคำนับ…”?? แสดงว่าหนังสือเล่มแรกมีอิทธิพล สำหรับความเชื่อของคนไทยในสมัยก่อนสามารถกล่าวได้ว่า การกำเนิดพระเครื่องดงรัง ในป่ารัง จ.กาญจนบุรี ก็เกิดมาจากความเชื่อในหนังสือเล่มนี้เช่นกัน เพราะทั้ง ??สวนสาละวัน?? หรือป่าต้นสาละ ในคนไทยหมายถึงป่าไม้รัง ต้นไม้รังคู่ที่เอนเข้าหากันและแท่นบูชาหินอาสนะใต้ร่มเงาของต้นไม้รังคู่นั้นตรงตามที่อธิบายไว้ในหนังสือทุกประการ

ทุกวันนี้เรายังรู้ว่าต้นสาละในอินเดียเป็นต้นไม้ ต่างสายพันธุ์จากต้นรังของไทยแต่ตามความเชื่อในประวัติศาตร์ที่บรรยายไว้ในหนังสือปฐมสมโภคาจะยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยไม่เปลี่ยนแปลง

รัง : ไม้ที่ดีที่สุดของประเทศไทยมีความแข็งแรงและทนทาน
รังมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ชอเรีย เซียเมนซิส มิก. เป็นของครอบครัว DIPTEROCARPACEAE เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงระหว่าง 10-20 เมตร ลักษณะของต้นไม้เป็นทรงกลมหรือพุ่มรูปเจดีย์ ลำต้นไม่ตรง (เมื่อเทียบกับไม้ยืนต้นบางชนิด เช่น ยางนา หรือมันเทศ) ลำต้นสีเทา เปลือกหนา มักแตกเป็นร่องและเป็นสะเก็ด ใบเป็นประเภทเดียว เรียงสลับกันตามกิ่ง ใบเป็นวงรี โคนหยักเป็นใบรูปหัวใจเว้า ปลายค่อนข้างมน เมื่อใบอ่อนแตกเป็นสีแดง และเมื่อฤดูแล้งจะเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นสีเหลืองก่อนที่มันจะหล่นลงมาหมด

รังดอกไม้จะโผล่ออกมาหลังจากทิ้งใบทั้งหมด โดยปลายกิ่งจะมีช่อขนาดใหญ่ ประกอบด้วยดอกย่อย มีกลีบดอกสีเหลืองซีดจำนวน 5 กลีบ เรียงเป็นเกลียว ปลายกลีบซ้อนและดอกหลุดออกจากช่อได้ง่าย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

เมื่อรังดอกไม้ร่วงหล่นจะมีผลเป็นกระสวยเล็ก ๆ มีปีกสั้น ๆ ข้างละ 2 ปีก และปีกรูปไม้พายยาวอีก 3 ปีก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ที่โคนปีกคลุมต้นผล ปีกมีหลายเส้นตามความยาวของปีก ทำให้ปีกแข็งแรงขึ้นเมื่อผลแก่ตกลงมาจากเสา ผลจะขึ้นอยู่กับปีกเพื่อให้หมุน และลอยไปไกลจากต้นแม่ เพื่อขยายอาณาเขตของต้นรังใหม่ให้กว้างขึ้นและกว้างขึ้น

รังเป็นพืชพื้นเมืองของพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ในประเทศไทยพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบในภูมิภาคอื่นๆ เช่นกัน ยกเว้นภาคใต้ รังขึ้นอยู่ในป่าที่เรียกว่า ป่าแดง (หรือ ป่าโคก ป่าแพะ) ซึ่งเป็นป่าที่ขึ้นบนดินศิลาแลง เป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขึ้นอยู่ไกลๆ พื้นดินปกคลุมไปด้วยหญ้าและพุ่มไม้สูง สาเหตุมักเกิดไฟป่าในฤดูแล้งอยู่เสมอ ต้นไม้ในป่าแดงมีความทนทานต่อความแห้งแล้งและไฟป่าได้เป็นอย่างดี

ป่าแดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีรังและโครงบังตาที่เป็นช่องมากกว่าต้นไม้ชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงมักเรียกกันว่า “ป่าเบญจพรรณ” คนไทยส่วนใหญ่รู้จักชื่อไม้เต็งรังตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่เคยเห็นไม้ผลัดใบหรือรู้จักไม้ผลัดใบเลยก็ตาม

พืชเต็งที่ขึ้นกับรังนั้น เป็นพืชในวงศ์และสกุลเดียวกันกับรังนั่นเอง เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ ชอเรีย ออบตูซา กำแพง. รูปลักษณ์และลักษณะคล้ายกับรังต้นไม้มาก สังเกตความแตกต่างที่ใบตรงโคนใบเพราะโคนรังใบจะโค้งออก รากของใบอ่อนจะโค้งเข้าด้านใน

ส่วนต้นสาละอินเดียที่ปรากฏในพุทธประวัตินั้นคนไทยหมายถึงต้นรัง ความจริงก็คือต้นไม้และต้นไม้รังต่างกัน แต่อยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกันจึงมีความคล้ายคลึงกัน ชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นสาละคือ ชอเรียโรบัสต้า ร็อกซ์บ. ในบางส่วนของอินเดีย ต้นสาละถูกเรียกว่าต้นฮารัง ดังนั้นจึงอาจเข้าใจผิดว่าเป็นต้นไม้ที่ทำรัง
ชื่อเรียกต้นไม้ทำรังในประเทศไทย ได้แก่ รัง (ภาคกลาง), หาง (อีสาน), เป่าเปา, ดอกแดง (เหนือ), เรียง (สุรินทร์), หลักปาง (เชียงใหม่)


ประโยชน์ของรังผึ้ง
ประโยชน์หลักของต้นไม้รังที่คนไทยรู้จักกันดีตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันคือ นำไม้มาใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือนเพราะว่าไม้รังมีความแข็งแรง ทนทาน เป็นอันดับหนึ่งด้วยไม้เต็ง เหมาะสำหรับใช้ในการก่อสร้างที่ต้องการความแข็งแรงมาก เช่น เสาไม้ เสา เสา คานและระเบียง ภายนอกซึ่งมีสภาพผุกร่อนอยู่เสมอ ความแข็งแรงทนทานของรังผึ้งมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ตัวอย่างเช่น ในหนังสืออัครภัทร์ พ.ศ. 2416 อธิบายว่า “รัง : เป็นชื่อต้นไม้เป็นชาติของต้นไม้ใหญ่ แข็งแรงมาก เขาตัดเพื่อทำเสาบ้านที่ทนทาน”??

คนไทยในสมัยก่อนถือว่าต้นไม้ทำรังเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ตามตำรา คนเกิดปีงู มาสคอตอยู่ที่ต้นไผ่และต้นรัง
คุณสมบัติของรังอย่างหนึ่งคือ เป็นไม้ยืนต้นที่สวยงามชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีช่อดอกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีเหลืองซีดแล้วมีกลิ่นเหม็นแล้ว เมื่อใบอ่อนแตกทั้งต้นจะเป็นสีแดง ทันทีที่ปลูกผลอ่อน ปีกของผลอ่อนจะเห็นเป็นสีแดงสด รังเป็นต้นไม้ที่ “สวยน่าจูบ” อย่างสมบูรณ์แบบ

.
ที่มาข้อมูล