in

รพ.สังกัด สธ.เริ่มบริการกัญชาทางการแพทย์ผู้ป่วย 20 ส.ค. หลังรอ อภ.จัดส่งยาครบ 12 รพศ.


ปลัด สธ. ประชุมวอร์รูมกัญชาทางการแพทย์ 21 ส.ค. หลัง อภ.จัดส่งยาโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)ครบ หลาย รพ.เตรียมพร้อมวางระบบการบริการ รพ.ขอนแก่นเริ่มให้บริกากร 20 ส.ค. ขณะที่รพ.ระยองคัดกรองก่อนเริ่มจ่ายจริง 4 ก.ย. ส่วนรพ.สระบุรี เริ่มปลาย ส.ค.- ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการเปิดให้บริการกัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง เริ่มวันที่ 19 สิงหาคมนี้ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งยังไม่ได้มีการรายงานเข้ามาว่าเป็นอย่างไร แต่คาดว่าน่าจะมีการรายงานเข้ามาเบื้องต้นว่า โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะดำเนินการอย่างไรบ้างในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นการประชุมวอร์รูมเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งประชุมทุกสัปดาห์ในวันพุธ

นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น กล่าวว่า สารสกัดกัญชาทางการแพทย์สูตรทีเอชซีสูงจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะส่งมาถึง รพ.ขอนแก่นในช่วงบ่ายวันที่ 19 สิงหาคม เนื่องจากล็อตของ รพ.ขอนแก่น เป็นรถคันที่ 3 ที่ออกมาหลังสุด ซึ่งหลังจากส่งสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ให้ รพ.ขอนแก่นแล้ว ก็จะเลยไปยัง รพ.อุดรธานีต่อไป ดังนั้น ในวันนี้จึงยังไม่มีการให้บริการจ่ายยากัญชาทางการแพทย์แต่อย่างใด คาดว่าจะเริ่มให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์อย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งคลินิกกัญชา รพ.ขอนแก่น จะเปิดทุกวันอังคารช่วงเวลาบ่าย ส่วนวันนี้จะเป็นการบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยไปก่อน ซึ่งก็มีผู้ป่วยเข้ามารับคำปรึกษาบ้าง แต่ยังไม่ได้รับรายงานชัดๆ ว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไร โดยจะให้คำแนะนำและคัดกรอว่ามีอาการเข้าได้กับที่ต้องใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์หรือไม่

นพ.ภูษิต ทรัพย์สมพล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.ระยอง กล่าวว่า รพ.ระยองได้ออกใบสั่งซื้อสารสกัดกัญชาทางการแพทย์สูตรทีเอชซีสูงต่อ อภ.ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งขณะนี้ตนมาราชการที่ต่างจังหวัด จึงไม่แน่ใจว่าสารสกัดกัญชามาถึงแล้วหรือไม่ แต่ตามกำหนด คือ ของน่าจะมาถึงวันที่ 19 สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคลินิกกัญชาทางการแพทย์ รพ.ระยอง มีการวางแผนว่าจะเปิดให้บริการในการจ่ายยากัญชาในวันที่ 4 กันยายนนี้ เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องของการจัดส่งยาทั้งจาก อภ.และอีกส่วนจาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และจะมีเพิ่มจำนวนแพทย์และเภสัชกรที่สามารถสั่งใช้ยากัญชาเพิ่มเติมด้วย ซึ่งตอนนี้โรงพยาบาลมีแค่แพทย์ 1 คน และเภสัชกร 1 คน ที่ผ่านการอบรม โดยสัปดาห์หน้าจะส่งแพทย์และเภสัชกร 4-5 ราย เข้าอบรมผ่านระบบออนไลน์ของกรมการแพทย์

นพ.ภูษิต กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ รพ.ระยองจะให้บริการคำปรึกษากัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วย ว่าอาการเป็นอย่างไร เข้าได้กับโรคที่มีข้อบ่งชี้หรือไม่ หากอาการเข้าได้และมีความจำเป็นต้องรับยากัญชาก็จะส่งเข้าคลินิกเพื่อจ่ายยากัญชาต่อไป ซึ่งเบื้องต้นตนได้รับรายงานจากทีมว่า วันนี้มีผู้ป่วยขอรับคำปรึกษาประมาณ 9-10 ราย โดยมีอาการเข้าได้กับโรคที่จำเป็นต้องใช้กัญชาประมาณ 4 ราย

นพ.อนันต์ กมลเนตร ผู้อำนวยการ รพ.สระบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ รพ.สระบุรี ไดรับสารสกัดกัญชาจาก อภ.แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการจ่ายยาแต่อย่างใด คาดว่าอาจจะเกิดความเข้าใจผิด คือ สารสกัดกัญชาทางการแพทย์จาก อภ.จะจัดส่งมาถึงโรงพยาบาลศูนย์ทั้ง 12 แห่งภายในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถจ่ายยากัญชาได้ เพราะต้องมีการเตรียมความพร้อมระบบต่างๆ และทำความเข้าใจหารือถึงวิธีในการใช้ก่อน ซึ่งตามที่มีการเวิร์กชอปร่วมกัน กรมการแพทย์จะเป็นผู้จัดทำแพคเกจการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย เพื่อสื่อสารเข้าใจอย่างตรงกัน เช่น โปสเตอร์ที่จะติดในคลินิก รายละเอียดเอกสารการให้คำแนะนำ รวมไปถึงใบยินยอมรับการรักษาที่ต้องให้ผู้ป่วยเซ็น เพราะสารสกัดกัญชาแม้จะผลิตอย่างปลอดภัย ก็ยังเป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงจะต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้ป่วย หากอาการเข้าได้กับข้อบ่งชี้ในการรักษา ก็จะมีการเซ็นใบยินยอมนี้

นพ.อนันต์ กล่าวว่า ทั้งนี้ รพ.สระบุรี จะเริ่มเปิดให้บริการคำปรึกษาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของสิงหาคมนี้ โดยจะเปิดให้บริการในวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพื่อให้คำปรึกษาและคัดกรองผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้สารสกัดทีเอชซี ซึ่งข้อบ่งชี้ คือ กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรับยาคีโม โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มจ่ายยากัญชาได้จริงคือช่วงกันยายนเป็นต้นไป ซึ่งก็จะพอดีกับการที่ รพ.สระบุรี จะส่งแพทย์และเภสัชกรไปอบรมกัญชาทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ รพ.สระบุรี มีแพทย์ 2 คน แพทย์แผนไทย 2 คน และเภสัชกร 1 คนที่ผ่านการอบรมแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 12 โรงพยาบาลศูนย์ที่ได้รับสารสกัดกัญชาจาก อภ. ประกอบด้วย 1.รพ.ลำปาง 2.รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก 3.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ 4.รพ.สระบุรี 5.รพ.ราชบุรี 6.รพ.ระยอง 7.รพ.ขอนแก่น 8.รพ.อุดรธานี 9.รพ.บุรีรัมย์ 10.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี 11.รพ.สุราษฎร์ธานี และ 12.รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

 



ขอบคุณบทความจาก : hfocus.org