in

ยินแท้-หยางเทียม เย็นแท้-ร้อนเทียม

ยินแท้-หยางเทียม เย็นแท้-ร้อนเทียม

บ่อยครั้งผู้ป่วยหรือแพทย์จีนเองจะสับสนกับสภาพร่างกายทั้งร้อนและเย็นจนไม่รู้ว่าร่างกายได้ยินเสียงหรือหยาง

“ใบหน้าของเธอดูเป็นสีดอกกุหลาบ หน้าของเธอเป็นสีแดง แม้จะไม่ได้แต่งหน้าก็ตาม แต่ทำไมชอบบ่นว่าหนาว? ในออฟฟิศใส่เสื้อหนากว่าตัวอื่น”??
“ผู้ป่วยบอกว่าเขามีไข้สูง เม็ดเลือดขาวสูง ยาฆ่าเชื้อก็ไม่ดี พอให้ยาจีนบำรุงกลับดีขึ้น ไม่อยากจะเชื่อเลย”??
“ผู้ป่วยมะเร็ง หลังจบหลักสูตรฉายรังสี บางครั้งคุณยังมีอาการไข้ต่ำ และตอนกลางคืนมีเหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย กินยาพาราเซตามอลก็ไม่ดีขึ้น แพทย์แผนจีนแนะนำให้ทานจินโทนิค ขับความร้อน ว่าเป็นเพราะร่างกายเสียสมดุล”??

ข้อเท็จจริงที่รู้กันโดยทั่วไป คือ ถ้าร่างกายร้อนรนหรือมีบางอย่างบ่งบอกว่าหยาง เรามักจะขับความร้อน ความเย็น ซึ่งมักใช้ยาแก้หวัด แต่มีปรากฏการณ์ในผู้ป่วยบางรายที่มีพื้นฐานทางร่างกายแบบองค์รวมได้ยิน (เย็นชา)แต่แสดงว่าเป็นหยาง (ร้อน) ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางรายมีการตรวจวัดพื้นฐาน ร่างกายทั้งหมดเป็นหยาง (ร้อน) แต่แสดงออกเป็นหยิน (เย็น)

1. ความเย็นจริง – ร้อนจริง อาการทางคลินิกที่สำคัญคืออะไร?
-ผู้ป่วยมักถูกวินิจฉัยว่าเป็น แก้มแดงเหมือนแป้ง (แต่โดยรวมแล้วใบหน้ารอบๆ แก้มมักจะขาวซีด) หน้าไม่สดใส หงุดหงิดง่าย แขนขาเย็นแต่ตัวร้อน
– อาการทั่วไปอื่นๆ ได้แก่ ตัวร้อนแต่ชอบปกปิด กระหายน้ำแต่ดื่มน้ำน้อย ชอบดื่มน้ำอุ่นปริมาณเล็กน้อย บางครั้งมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเหลว ปัสสาวะปริมาณมาก และมีสีอ่อน
– การตรวจลิ้น ลิ้นซีด เพดานขาว ชีพจรลอย ใหญ่ไม่มีราก หรือเล็กอ่อนมาก (แทบมองไม่เห็น)

2. ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น? เย็นจริง-ร้อนจริง

พื้นฐานขององค์องค์รวมคือได้ยิน เป็นเพราะพลังหยางที่อ่อนแอ ทำให้เกิดความหนาวเย็นสะสมภายในความไม่สมดุลของหยินหยางเริ่มแยกจากกัน ยางลอยขึ้นไปด้านบนและด้านนอก พลังงานหยางปรากฏขึ้นที่บริเวณแก้มลอย ผิวทำให้ดูแดงเหมือนแป้ง พลังงานหยางที่ลอยออกมาทำให้ร่างกายรู้สึกร้อน แม้ภายในกายจะเย็นยะเยือก

3.ความเย็น-ความร้อนเทียมของแท้เกิดจากอะไร?

ในผู้ป่วยที่ป่วยเรื้อรังทำให้หยินหยางไม่สมดุล พลังและความร้อนของร่างกายที่สูญเสียไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความหนาวเย็น (หยิน) สะสมในร่างกายมากกว่าปกติจนเริ่มหยินหยางแยกจากกัน กรณีหนึ่งคือ โรคร้ายแรง คือ การต่อสู้ระหว่างร่างกายกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค และร่างกายเป็นโกลาหลจะต้องสูญเสียพลังไปมากจนขาดสมดุลมากขึ้นทำให้เกิดการแยกหยินและหยาง

4. กลไกสำคัญของความร้อนเย็นเทียมของแท้คืออะไร?
การแยกยางจากเบื้องบน ทำให้แก้มแดงเหมือนแป้ง แต่ไม่ลามไปถึงแขนขาทำให้แขนขาเย็นลง
การที่หยางออกไปข้างนอกทำให้เขาร้อนรนราวกับว่าเขาเป็นไข้
– เพราะร่างกายเย็นโดยพื้นฐาน แม้จะร้อนแต่ไม่ดื่มน้ำมาก และชอบดื่มน้ำอุ่นด้วย ชอบปกปิดและสวมเสื้อผ้าหนาๆ
– เพราะพลังหยางในร่างกายต่ำ ทำให้หน้าไม่มีชีวิตชีวา หงุดหงิด
ชีพจรเป็นชีพจรลอย ไร้ราก (ขาดรากฐานอำนาจ) ลิ้นขาว ซีด ลิ้นขาว (มีความชื้นตกค้าง)

5. ร้อนจริงกับร้อนจริงต่างกันอย่างไร?

6. หลักการรักษาและสูตรยาพื้นฐานที่ใช้ในการรักษามีอะไรบ้าง?
หลักการรักษาเป็น
– ดึงหยางกลับ ช่วยชีวิต
– เชื่อมต่อภายในและภายนอก

สูตรพื้นฐานที่ใช้
Tong-Mai-Sue-Ni-Tang, Fuzi, กันเจียง, กันเฉา
Fuzi = อุ่นหยางของไต
คันเจียง = อุ่นหยางของม้าม
Ganchao = บำรุงส่วนกลางของร่างกายทำให้เกิดหยาง
ยาทั้งสามตัวช่วยเสริมซึ่งกันและกัน ทำลายความหนาวเย็นภายใน เสริมกำลังหยางทำให้พลังงานหยางกลับคืนสู่ภายใน เติมชีพจรอีกครั้ง บางครั้งก็ต้องเพิ่มโสมมนุษย์ หอมหัวใหญ่ ทำให้มีพลังทะลุผ่านเส้นเมอริเดียน ประสานภายนอกเข้าเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า

7. การสมัครทางคลินิก – แผนปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร?

– แผนปัจจุบันเมื่อผู้ป่วยพูดว่า ตัวร้อน เรามักจะต้องวัดปรอท ดูว่ามีไข้หรือไม่ ระบบใดติดเชื้อ? หรือเกิดจากอะไรอักเสบแล้วให้ยารักษาตามสาเหตุรวมทั้งให้ยาลดไข้บรรเทาอาการ
– ในการแพทย์แผนจีน ภาวะความร้อนมีความแตกต่างกัน ที่ขึ้นอยู่กับข้างในร่างกายหรือภายนอกส่วนใหญ่ส่งผลกระทบ ถ้าจากปัจจุบันทำให้เกิดโรคภายนอกกระทำในขณะที่ร่างกายยังไม่อ่อนแอ ความร้อนที่ตรวจพบจะเป็นความเหนียว การทำลายหรือใช้วิธีการล้างพิษ เหงื่อออก ความเย็น ฯลฯ สามารถใช้เป็นแนวทางหลักในการรักษาได้ แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ จนหยินหยางเสียการทรงตัว การรักษาต้องกลับไปปรับสมดุลร่างกายก่อน

ตัวอย่าง
เช่น มีรายงานการรักษาผู้ป่วยไข้สูง การตรวจเลือดพบเซลล์เม็ดเลือดขาว 19,800 ลูกบาศก์มิลลิเมตร เม็ดเลือดขาวเป็นนิวโทรฟิล 80% อุณหภูมิ 39.5 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีการติดเชื้อ แต่ยาปฏิชีวนะไม่ดีขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยด้วยแพทย์แผนจีนแล้ว พบว่า ปัจจัยภายในเป็นความร้อนเทียมแท้ (ร่างกายไม่สมดุลมาก หยินหยางเริ่มแยกออก) ให้การรักษาตามแพทย์แผนจีน อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งชี้ว่า บางครั้งปัจจัยก่อโรคไม่รุนแรง แต่เนื่องจากร่างกายมีความไม่สมดุลเป็นอย่างมาก ดังนั้นอาการของโรคจึงรุนแรง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือผู้ป่วยที่เป็นโรคยูเรเมีย (การทำงานของไตบกพร่อง ไนโตรเจนในเลือดสะสม) ใบหน้าแดง ร่างกายร้อนจัด มีชีวิตชีวาน้อยลง หน้าไม่สด เซื่องซึม เหงา หาว บางครั้งมีอาการอาเจียน แขนขาเย็น อุจจาระเหลว เท้าบวมทั้งสองข้าง ท้องอืด แห้ง คันตามร่างกาย ลิ้นสีซีด ชีพจรมีขนาดเล็กมากและอ่อนแอ การวินิจฉัยทางแพทย์แผนจีนเรียกว่า ฟังมากรู้สึกหยัง หนาวจริง-ร้อนเทียม เมื่อรักษาตามสูตรข้างต้น อาการไข้ลดลง หน้าใสขึ้น ราศี อาการยางลดลง ไข้ลดลง (Shanghai Keji Shu Banshe, 1983)

สรุป
ไม่ว่าร่างกายจะเป็นโรคอะไรมาก่อน แต่ถ้าการทรงตัวของร่างกายถึงจุดหยินหยางที่ได้รับความเสียหายมาก แพทย์แผนจีนก็จะหันมาเน้นเรื่องการทรงตัวของร่างกายเป็นหลัก เพราะเฉพาะความสมดุลของร่างกายเท่านั้นที่สามารถปรับปรุงได้ในระดับหนึ่ง จากนั้นจึงจะสามารถต่อสู้กับโรคภายนอกได้ หรือโรคภายในที่ก่อตัวขึ้น “คิดจะทำลายศัตรูต้องรู้สภาพตัวเอง ถ้าแค่เล็งทำลายแต่รักษาตัวเองไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้”

รู้จักการแยกหยิน-หยาง หรือ ร้อน-เย็น อย่างแท้จริง ทำให้สามารถวิเคราะห์ปรากฏการณ์ของโรคได้เฉพาะส่วนที่เห็นธาตุแท้เท่านั้น (โดยทั่วไปองค์รวม) และสามารถกำหนดกลยุทธ์และยุทธวิธีที่ถูกต้องให้สอดคล้องในการรักษาผู้ป่วยได้

.
ที่มาข้อมูล