in

ยาแก้ไอขับเสมหะ

ยาแก้ไอขับเสมหะ

ยาแก้ไอเสมหะ

ยาแก้ไอเสมหะ

คำถาม : เวลาไอ เลือกยาอะไรดี ?

” ไอ “
อาการ ” ไอ “ (ไอหรือ tussis) เป็นภาวะปกติอีกอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง (เปลี่ยนฤดูกาล) เช่น ต้นฤดูหนาว อากาศเริ่มเย็นลง เป็นต้น
สาเหตุหลักของอาการไอมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ และมักจะหายไปเอง

ทำไม…ทำไมไอ?

อาการไอเป็นหนึ่งในกลไกของร่างกาย เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่นละออง เศษอาหาร เสมหะ เสมหะ เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตัน หรือการติดเชื้อหรือระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ
เมื่อใดก็ตามที่สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ปรากฏในทางเดินหายใจ เช่น คอหอย คอหอย หรือหลอดลม แรงกระตุ้นของเส้นประสาทจะถูกส่งไปยังศูนย์ไอของสมองส่วนกลาง ที่ศูนย์อาการไอนี้จะตีความแรงกระตุ้นของเส้นประสาทที่ได้รับ และส่งกระแสประสาทลงไปที่กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก กะบังลม และหน้าท้อง มาประคบอย่างแรงพร้อมๆ กัน ขับลมออกจากปอดอย่างรวดเร็วและไอออกมา

อาการไอ…เกิดจาก…ทำไม..?

สาเหตุของอาการไอ ได้แก่: ไข้หวัดใหญ่ สิ่งแปลกปลอมปิดกั้นทางเดินหายใจ สูบบุหรี่ หอบหืด กรดในกระเพาะกลับเข้าไปในหลอดอาหาร (โรคกรดไหลย้อน gastroesophageal) โรคกระเพาะ-หลอดอาหาร (GERD) โรคปอดบวม ภาวะหัวใจล้มเหลว และการใช้สารยับยั้ง angiotensin converting enzyme (ACEI) เป็นต้น

ชนิดของไอระเหย

ในทางการแพทย์ การไอมี 2 ประเภท โดยแบ่งตามระยะเวลาการไอ และแบ่งตามการมีอยู่ของเสมหะ

ไอเฉียบพลันและเรื้อรัง

หากระยะเวลาของการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ ให้จัดเป็น ” ไอเฉียบพลัน“(ไอเฉียบพลัน) แต่ถ้าไอนานเกิน 3 สัปดาห์เรียกว่า”ไอเรื้อรัง”
(ไอเรื้อรัง)

ไอมีเสมหะและไอแห้ง (ไอไม่มีเสมหะ)

การจำแนกอาการไอตามวิธีนี้ จะพิจารณาจากการมีเสมหะ (หรือเสมหะ) ที่มักมีอาการไอร่วมด้วย ถ้าไอไม่มีเสมหะ เรียกว่า “ไอแห้ง” (ไอไม่มีเสมหะหรือไอแห้ง) และถ้าไอมีเสมหะจะเรียกว่า “ไอมีเสมหะ” (ไอมีประสิทธิผล แต่ไม่เรียกว่าไอเปียก)
ในที่นี้ เราจะกล่าวถึงเฉพาะอาการไอที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ อาการไอแห้ง อาการไอเมือก และอาการไอ ACE

ไอแห้ง

อาการไอแห้งคือไอที่ไม่มีเสมหะ อาจเกิดจากเศษอาหารขนาดเล็ก ฝุ่น ควัน กลิ่นฉุน บุหรี่หรืออากาศเย็น โรคหอบหืด กรดไหลย้อน หัวใจล้มเหลว และอาการไอที่เกิดจากสารยับยั้งเอนไซม์ ที่ประกอบด้วยแองจิโอเทนซิน (ACEI)
อาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ อาจมีเสียงแหบหรือเสียงแหบ

รักษาอาการไอแห้ง

การรักษาอาการไอแห้งควรยึดหลักการดูแลตนเองที่ดีดังนี้
1. ดื่มน้ำอุ่นและเครื่องดื่มปริมาณมาก (ควรมากกว่า 8 แก้วต่อวัน) เพื่อช่วยให้คอของคุณชุ่มชื้น และลดอาการคัดจมูก

2. หลีกเลี่ยงอาหารแห้ง อาหารทอด อาหารมัน และของเย็น และงดอาหารระคายเคือง เช่น บุหรี่ ฝุ่น ควัน ฯลฯ

3.พักผ่อนให้เพียงพอ หากดูแลตัวเองด้วย 3 ข้อข้างต้น จะช่วยบรรเทาอาการไอแห้ง บรรเทาอาการและอาจหายไปได้เอง

ยาที่ใช้รักษาอาการไอแห้งๆ เป็นเพียงเพื่อช่วยบรรเทาอาการ และไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ตัวอย่างยา ได้แก่ ยาแก้ไอ อ้อยหรือสมุนไพรไทย (เช่น มะขาม มะขาม อบเชย น้ำผึ้ง มะนาว ชะเอม ฯลฯ)

ไอมีเสมหะ

อาการไอที่มีเสมหะหรือเสมหะเป็นอาการไอที่พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เกิดจากไข้หวัด เกิดจากไวรัส ภูมิแพ้ หยดน้ำหลังจมูก
อาการไอประเภทนี้ควรคำนึงถึงสีและลักษณะของเสมหะ

แอ่ว ไอมีเสมหะ “ใสไม่มีสี”
หากน้ำมูกใสและไม่มีสี อาจเกิดจากไวรัสหรือภูมิแพ้ ที่ไม่ใช่ติดเชื้อแบคทีเรีย ในกรณีนี้ให้รักษาตามอาการ เช่น เสมหะหรือเสมหะ และไม่จำเป็นยาปฏิชีวนะ เพราะไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย

oไอมีเสมหะ “หนา เขียวหรือเหลือง”
แต่ถ้าไอมีเสมหะและดูหนาเป็นสีเขียวหรือเหลือง แสดงว่าติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น แอมม็อกซิลลิน (ถ้าไม่แพ้เพนิซิลลิน) หรืออีริโทรมัยซิน เป็นต้น ร่วมกับยาขับเสมหะ หรือสารละลายเสมหะ
หากเสมหะเป็นสีชมพู แดง หรือมีเลือดปน ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์

รักษาอาการไอด้วยเสมหะ

3 วิธีดูแลตัวเองสำหรับอาการไอแห้งๆ ได้ผลดีกับอาการไอเสมหะ ดังนั้นผู้ที่มีอาการไอจึงควรดื่มน้ำมากๆ บ่อยๆ หลีกเลี่ยงอาหารแห้ง อาหารทอด อาหารมันๆ และของเย็น และงดสารระคายเคือง เช่น บุหรี่ ควัน ฯลฯ และควรพักผ่อนให้เพียงพอ

ไอจากยา

อาการไอจากสารยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้เกิด angiotensin-converting enzyme (ACEI)
อาการไอประเภทนี้เกิดจากการรับประทานยา ACEI ที่เรียกว่า ACE inhibitor หรือ ace inhibitorความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ ประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 ปี หลังจากใช้ยานี้ อาการไอแห้งจะเริ่มขึ้นอาการคัน หรือระคายเคืองเล็กน้อย แต่บางคนอาจมีอาการไอรุนแรงมาก
อาการไอจากยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในผู้ป่วยทุกราย แต่พบในผู้ป่วย 5-35% ที่ใช้ยานี้ มักมีอาการไออย่างหนักในตอนกลางคืนและ/หรือนอนหงาย

เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการไอจากยานี้ และเมื่อลดขนาดยาก็ไม่ลดอาการไอเช่นกัน ดังนั้นควรเลิกใช้ยานี้ และใช้ยาลดความดันโลหิตตัวอื่นแทน
1-4 สัปดาห์หลังจากหยุดใช้ ACEI (ระยะเวลาเฉลี่ย 2 สัปดาห์) อาการไอจะหายไปเอง (แต่สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลาหลายปี)

เสมหะและเสมหะ

ยาที่นิยมใช้กำจัดเสมหะ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ เสมหะและเสมหะ

ตัวอย่างของยาขับเสมหะ ได้แก่ glyceryl guaacolate (glyceryl guiacolate), terpine hydrate, ammonium chloride เป็นต้น ซึ่งมีผลในการขับสารที่เป็นของเหลวออกมามากขึ้น จึงช่วยขับเสมหะได้ง่าย

ยาขับเสมหะ ได้แก่ acetylcysteine, carboxymethylcysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น เสมหะจะสลายตัวและลดความหนืดของเสมหะ

ยาแก้ไอ

โดยปกติ ยาแก้ไอไม่ใช่ยา (ซึ่งมีผลในการระงับอาการไอ) เพราะอาการไอไม่ค่อยมาก เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในการทำให้ระบบทางเดินหายใจเป็นปกติ นอกจากนี้การใช้ยาระงับอาการไอยังมีผลข้างเคียงที่ทำให้น้ำมูกข้นขึ้น
เว้นแต่คุณจะมีอาการไอรุนแรงมาก จนเกิดอันตรายจากการไอ เช่น ไอบ่อย ไอรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก ไออาเจียน ในกรณีนี้ แพทย์ของคุณอาจสั่งยาระงับอาการไอ เพื่อหยุดและลดอันตรายจากอาการไอรุนแรงนี้

อาการไอ…ที่ควรไปพบแพทย์

อาการไอบางอย่างอาจบ่งบอกถึงการเจ็บป่วยที่รุนแรง หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ เช่น ไอรุนแรง ไอจนถึงเจ็บหน้าอก ไอจนนอนไม่หลับ หรือไอมีเสียงหวีด (อาจเป็นโรคหอบหืด) หรือเหนื่อยล้า เจ็บหน้าอก (อาจเป็นโรคหัวใจล้มเหลว) หรือมีไข้และมีเสมหะเป็นเลือด (อาจจะวัณโรค) หรืออาการแสบร้อนกลางอกและปวดท้อง (อาจเป็นกรดไหลย้อน) หรือน้ำหนักลดเร็วผิดปกติ ซึ่งรวมถึงไอกับ ACEI และไอนานกว่า 3 สัปดาห์ เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

ณ จุดนี้คำตอบจะเป็น วิธีรักษาอาการไอ ขึ้นอยู่กับชนิดของไอที่เป็น ซึ่งน่าจะสามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ ดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงอาการและรักษาได้เอง
หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับยาและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ไอ เสมหะ หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ คุณสามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรชุมชนของคุณ (อยู่ที่ร้านขายยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ

.
แหล่งข้อมูล

โพสต์ ยาแก้ไอเสมหะ ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อ สุขภาพประเทศไทย.

ที่มาข้อมูล