in

ยาเหลือใช้… ที่บ้าน

ยาเหลือใช้… ที่บ้าน

คำถาม : ที่บ้านมี…เม็ดยาเหลือ(หรือเม็ดขยะ)…ที่บ้านมั้ยคะ? ฉันควรทำอย่างไรดี?

ยาเป็นหนึ่งในสี่ปัจจัยสำคัญ ดังนั้นทุกบ้านจึงมียาอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นสำหรับการรักษาโรคเล็กน้อยหรือสำหรับการรักษาโรคพื้นฐานของสมาชิกในครอบครัว

ยาทั้งหมดในบ้านนี้ มักจะเก็บไว้และไม่ได้ใช้ อาจเป็นเพราะผู้ป่วยที่ใช้ยานี้ได้เปลี่ยนการรักษาโดยแพทย์เป็นยาใหม่ ทำให้ยาเดิมที่เหลือใช้ไม่ได้ หรืออาจเกิดจากผู้ป่วยที่ใช้ยานี้เสียชีวิต ทิ้งยาของผู้เสียชีวิตรายนี้ไว้ หรือกลุ่มยาที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน เป็นต้น เมื่อปวดแล้วไม่ใช้ยา จึงมียาเหลืออยู่ด้วย ฉันขอเรียกยาที่เหลือว่ายาเหลือ

ส่วนหนึ่ง ยาขยะ มีความหมายคล้ายกับยาเสีย แต่แคบลงเน้นว่า “ขยะ” เป็นยาที่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ไม่ควรใช้หรือไม่สามารถใช้ได้อีก

ในขณะที่ยาเหลืออาจหมายความว่ายายังทำงานได้ดี (ยังไม่เสื่อมหรือยังไม่หมดอายุ) หรือไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป (ยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ)

ดังนั้น ยาเหลือ จึงมีความหมายกว้างขึ้น ยาขยะ คือให้ครอบคลุมทั้งยาที่ใช้ได้และไม่ได้ผล แต่ยาขยะหมายถึงยาที่เลิกใช้แล้ว

สาเหตุของของเสียหรือยาเสีย
หากตรวจดูจริงๆ จะพบว่าแทบทุกครัวเรือนจะมียาเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย ยาที่เหลือส่วนใหญ่เหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงประเภทของยาที่กำลังรับการรักษา ทำให้ยาเดิมคงเหลือและผู้ป่วยไม่ได้ใช้

อีกสาเหตุหนึ่งคือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่รับประทานยาตามปกติตามที่แพทย์สั่ง หรือเมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงหยุดรับประทานยา (ซึ่งไม่ควรหยุดยาเอง ยาควรใช้เป็นประจำตามที่แพทย์กำหนด)

นอกจากนี้ ยาอาจถูกยกเลิกเนื่องจากผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์จากยา หรือผู้ป่วยเสียชีวิตทำให้เกิดสารตกค้าง

ยาเหลือ (หรือยาขยะ) …เงินทั้งหมด
มีรายงานในต่างประเทศว่า ส่วนที่เหลือของยานี้มีประมาณร้อยละ 3 ถึง 20 ของยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับจากโรงพยาบาลหรือร้านขายยา ในบางคนเม็ดยาที่เหลืออาจมีค่าเพียงไม่กี่บาท แต่บางคนอาจจะสูงถึงหมื่นบาทเลยทีเดียว เงินที่จะจ่ายยาเหล่านี้อาจเป็นเงินจากกระเป๋าของเรา (ซึ่งต้องจ่ายเอง) ของส่วนราชการ (โดยที่คนอื่นจ่ายแทน) แต่ผลโดยรวมคือเงินของคนไทย และเงินของทั้งชาติ

ผลสำรวจยาเสียที่บ้านของสหราชอาณาจักรพบว่ายาที่ใช้แล้วทิ้งมีราคาสูงถึง 200 ล้านปอนด์ต่อปี (หากอัตราแลกเปลี่ยนปอนด์ละ 50 บาท จะสูงถึง 10,000 ล้านบาท) ซึ่งมีมูลค่า 3% ของค่ายาทั้งหมด และถ้าใช้เงินนี้เป็นค่าจ้างพยาบาล จะจ้างพยาบาลได้มากถึง 15,000 คน หรือถ้าจะใช้จ้างแพทย์ปีละกว่า 2,000 คน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายาเสียมีจำนวนมากและมีความสำคัญต่อต้นทุนของทุกคน และกระทบต่องบประมาณแผ่นดินด้วย ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องช่วยเหลือกันในการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด

ยาเหลือ…ยังมีอยู่มั้ยคะ?
ดังที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ยาเสียประกอบด้วยยาที่ยังใช้ได้และยาที่หาไม่ได้แล้ว ในการสังเกตตนเองว่า ยานั้นยังมีอยู่หรือไม่? หลักการสังเกตง่าย ๆ ดังนี้
1. การจัดเก็บยา
2. ฉลากยา
3. วันหมดอายุ
4. ลักษณะภายนอกของยา

ที่เก็บยา
การจัดเก็บยาที่ดี ควรเก็บในภาชนะที่เหมาะสม เช่น กล่องยา ซองยา เป็นต้น และจัดเก็บในลักษณะที่เป็นทางการ เช่น ในตู้ยา ในกล่อง ในกระเป๋า ในลิ้นชัก หรือในตู้ เป็นต้น .ซึ่งสิ่งแวดล้อมมีความเหมาะสม หลีกเลี่ยงแสง ความร้อน และความชื้น เพราะทั้งสามอย่างนี้จะส่งผลต่อความคงตัวของยา ดังนั้นควรเก็บยาให้พ้นแสง ไม่ให้ร้อนเกินไปและไม่ควรมีความชื้นสูง ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของตัวยา คุณควรเลือกสถานที่เก็บยาให้พ้นมือเด็กและห่างจากสัตว์เลี้ยง

ฉลากยา
ฉลากยาควรเก็บไว้ไม่เสียหาย เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานอย่างถูกต้อง ในการใช้ยาทุกครั้ง โปรดอ่านฉลากยาเสมอ โดยเฉพาะวิธีการใช้ยา และใช้อย่างถูกต้อง ถูกคน โรคถูกเวลา จะมีผลการรักษาที่ดี และไม่ลืมกินยา

วันหมดอายุ
สิ่งหนึ่งที่จะปรากฎบนฉลากยาคือ วันหมดอายุ ซึ่งปกติจะมีภาษาไทยว่า “Expiration Date” หรือ “Expired Drug” หรือภาษาอังกฤษว่า “Exp. Date” หรือ “Expired Date” หรือ “Expired Date” หรือ “ใช้ก่อน” เป็นต้น
โดยปกติวันหมดอายุนี้จะแสดงร่วมกับวันที่ผลิตยา โดยจะเรียงลำดับวันที่ผลิตก่อนเสมอจากนั้นจึงเรียงลำดับวันที่หมดอายุ ซึ่งอาจระบุปีเป็น พ.ศ. หรือ พ.ศ

ลักษณะของยา
พิจารณาวันหมดอายุ พิจารณาลักษณะภายนอกของยา เช่น สี กลิ่น รส ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตา จมูก และลิ้น ตัวอย่างเช่น ไม่ควรใช้สีของยาเม็ดหากมีการเปลี่ยนแปลง ยาบางตัวจะเข้มขึ้น หรือมันเยิ้มเมื่อมีความชื้น เป็นต้น หากลักษณะของยาเปลี่ยนไปก็ไม่ควรใช้

ทั้ง 4 วิธีนี้เป็นวิธีการง่ายๆ เพื่อสังเกตว่ายายังดีอยู่ไม่หักยังใช้ได้ถ้าเก็บยาถูกที่ ไม่ร้อนเกินไป ไม่โดนแสง และไม่ชื้นมาก รวมทั้งฉลากยามีความชัดเจนครบถ้วนพร้อมชื่อยา ชื่อผู้ป่วย และวิธีการใช้งานอย่างชัดเจน และยังไม่หมดอายุรวมทั้งมีสีภายนอกเหมือนกัน ดังนั้นจึงถือว่ายายังดีและใช้ได้ไม่ถือว่าเป็นยาเสีย

และจะจัดการกับยาที่เหลือได้อย่างไร?
เมื่อมีของเหลืออยู่ในบ้านทุกวัน กองเล็กๆ ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หรือถ้าใส่ในกระจาดใบเล็กก็จะค่อยๆ ขยายขึ้นเรื่อยๆ จนกระจาดล้น วิธีจัดการกับยาเสีย?

คำถามที่ 1 ควรทิ้งยาที่เหลืออยู่ “เข้าห้องน้ำ” หรือเปล่า?
คำแนะนำแรกนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำจัด ยังสะดวกสบายที่สุด โดยเทยาที่เหลือทั้งหมดลงในโถส้วม จากนั้นกดน้ำล้างและเรื่องราวก็เสร็จสิ้น วิธีนี้ดีจริงหรือ?
ยาทั้งหมดจะถูกละลายลงในถังบำบัดน้ำเสีย บางส่วนจะละลายและซึมออกมาด้วยน้ำ โดยเฉพาะส้วมซึมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองไทย สุดท้ายยาเหล่านี้จะละลายและสะสมในแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ดังที่ปรากฏในข่าวต่างประเทศว่าพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ พบในปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความต้านทานของแบคทีเรีย และที่แย่ที่สุดคือยาที่ละลายไปนั้นปนเปื้อนในน้ำดื่มของผู้คน
เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งยาเหลือ…ลงชักโครก

คำถามที่ 2 ควรทิ้งยาที่เหลืออยู่ มัน “ลงอ่าง” หรือไม่?
ในเมื่อไม่สามารถทิ้งลงชักโครกหรือคอห่าน ทิ้งลงในอ่างล้างจานได้หรือไม่? ประเด็นนี้อย่างที่คุณเดาได้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเพราะยาถูกเทลงในท่ออ่างล้างจาน มันจะละลายและไหลรวมกันในแหล่งน้ำ ไม่มีทางที่จะเอายาออกจากน้ำเสียได้ ยาสะสมหมุนเวียนในลักษณะเดียวกับครั้งแรกสะสมปนเปื้อนสัตว์น้ำ แบคทีเรียที่ดื้อยา และอาจจะปนเปื้อนในน้ำดื่มของเราได้เช่นกัน
คำตอบจึงไม่ควรทิ้งยาเหลือ…ลงอ่าง

คำถามที่ 3 ควรเอาไปให้ “เพื่อนใช้” หรือไม่?
ประเด็นที่ 3 เมื่อยาหมดให้นำไปให้เพื่อนหรือญาติที่เป็นโรคหรืออาการเดียวกับที่เราใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่เปลืองเงิน ฟังดูดี มีศีลธรรม ได้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ในกรณีนี้มันได้ผลจริงๆ ต้องเป็นยาตัวเดียวกันและขนาดเท่ากัน จึงใช้แทนกันได้ แต่ถ้าโรคหรืออาการเหมือนกัน ยังไม่แนะนำให้พาเพื่อนมาใช้ เพราะเป็นโรคเดียวกันหรือมีอาการคล้ายคลึงกันแต่ระดับความรุนแรงหรือลักษณะอื่นอาจแตกต่างกัน นอกจากนี้การจ่ายยาให้ผู้ป่วย แพทย์ผู้สั่งจ่ายยาจะพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของแต่ละคน และเลือกตัวยาที่เหมาะสมที่สุด
ยาที่ทำงานได้ดีสำหรับบุคคลที่ 1 อาจใช้หรือไม่ได้ผลเลยกับคน 2 นอกจากนี้อาจส่งผลเสียและภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยา เช่น การแพ้ยา เป็นต้น ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา ฉันต้องการคิดไปเอง ใช่.

คำถามที่ 4 ควรพาไปพบแพทย์หรือเภสัชกรหรือไม่?
ส่วนคำถามสุดท้าย ถือเป็นเรื่องดีที่สุดเพราะแพทย์หรือเภสัชจะช่วยตรวจสอบความพร้อมของยาที่เหลือเหล่านั้น ยังใช้ได้อยู่มั้ย? ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย อาจเป็นเจ้าของเดิมหรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์แก่ผู้ป่วยรายอื่นตามความเหมาะสม
ดังนั้นเมื่อมี..ยาเหลือ…ควรนำกลับไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรจะดีกว่า

ฉันอยากจะเตือนคุณอีกครั้งว่า “ยามิ คุณอนันต์ ได้จุดโทษมหาศาล” ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และควรใช้อย่างพอเหมาะพอควร ไม่ควรใช้โดยไม่จำเป็น

ยาทั้งหมดเป็นสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ยาได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนใช้งาน และใช้อย่างเหมาะสมและเหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมนุษย์ตามหลักการ 3 ปี. (ปอปลา) is NSประสิทธิภาพ NSและNSบันทึก

.
ที่มาข้อมูล