in

ยารักษางูสวัด


ยารักษาโรคงูสวัดมีจริงหรือไม่?

โรคงูสวัด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ในประเทศไทย เกิดจากไวรัสชื่อ Varicella zoster virus ย่อมาจาก VZV ไวรัสนี้สามารถทำให้เกิดโรคสองโรคในมนุษย์: อีสุกอีใสและงูสวัด

อย่างแรกคือ “อีสุกอีใส”

เมื่อร่างกายของเราได้รับเชื้อไวรัสนี้เป็นครั้งแรก มักมีไข้ ตัวร้อนเมื่อไม่กี่วันก่อนแล้วจึงเริ่มเกิดเป็นตุ่มน้ำใส รูปร่างของตุ่มน้ำใสคล้ายหยดน้ำบนใบบัว ลุกลามไปทั่ว และสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เมื่อเราสังเกตโรคนี้ในระยะใดระยะหนึ่ง เราจะเห็น “ตุ่มสุก ตุ่มใส” (ตุ่มน้ำใสแม้เพิ่งเริ่ม และตุ่มน้ำใสที่ เจริญเต็มที่) กระจัดกระจายไปทั่วร่างกาย ชาวบ้านจึงเรียกโรคนี้ว่า “อีสุกอีใส” (ตอนนี้บางคนถือว่า “e” เป็นคำที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น “e” จึงไม่ถูกเรียกว่า “อีสุกอีใส”)

ประการที่สองคือ “งูสวัด”

ไวรัส VZV เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส ซึ่งมักเกิดขึ้นในเด็ก และจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใส ไวรัสนี้ซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกาย และรอเวลาที่เหมาะสมในการแพร่กระจายของไวรัสหรือเมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง การอดนอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่จะแพร่เชื้อไวรัส ส่วนใหญ่จะใช้เวลาหลายสิบปีหลังจากอีสุกอีใสพัฒนา และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุบางคนจะมีภูมิคุ้มกันต่ำหรืออ่อนแอลง

เมื่อร่างกายอ่อนแอ ไวรัสที่ซ่อนอยู่ในปมประสาทจะออกมาทวีคูณอีกครั้ง คราวนี้จะมีอาการของ “โรคงูสวัด”

ดังนั้นโรคงูสวัดจึงเกิดจากไวรัส VZV ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เฉพาะเมื่อครั้งแรกจะเป็น “อีสุกอีใส” แต่เมื่อกลับมาเป็น “งูสวัด” (ยาตัวเดียวกัน)

โรคงูสวัด

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใส ไวรัส VZV จะสะสมซ่อนอยู่ในร่างกาย และรอเวลาที่ร่างกายเราอ่อนล้าหรือภูมิคุ้มกันลดลง ไวรัสตัวนี้จะฉวยโอกาสทวีคูณอีกครั้ง ทำให้เกิดโรคงูสวัดได้
วิธีง่ายๆ ในการป้องกันโรคงูสวัดคือ รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และมีภูมิต้านทานโรคที่ดี ไวรัสจะไม่ออกมาทวีคูณ และสามารถแสดงอาการของโรคได้อีกครั้ง

อาการสำคัญของโรคงูสวัด

อาการของโรคงูสวัดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ:
ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง โดยไม่สามารถหาสาเหตุได้ ทั้งนี้เพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ทำให้ไวรัสเริ่มทวีคูณ การติดเชื้อเกิดขึ้นในระบบประสาทจึงมีอาการแสบร้อนลึก ที่ระดับเส้นประสาท

หลังจากปวดแสบปวดร้อนประมาณ 2-3 วัน ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 2 ผื่นจะเริ่มขึ้น ต่อมากลายเป็นตุ่มน้ำใส (รูปคล้ายหยดน้ำกลิ้งบนใบบัว) เรียงกันเป็นกลุ่มตามยาวตามเส้นประสาทของร่างกาย เป็นหย่อมๆ เช่น แขน หรือตามความยาวของขาหรือรอบเอว รอบหลัง หรือศีรษะ เป็นต้น งูสวัดนี้จะแตกเป็นแผล ต่อมาก็จะตกสะเก็ด และหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์

เมื่อแผลพุพองแตกและแผลหายแล้ว (ระยะที่ 3) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงมีอาการปวดแสบปวดร้อนอยู่ลึก ไปตามเส้นทางของโรคที่เกิดขึ้น ในบางคนอาจเป็นซ้ำเป็นเดือนหรือเป็นเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุบางคนอาจมีอาการปวดแสบปวดร้อน หลังจากที่แผลสมานมาหลายปี

โรคงูสวัด

เนื่องจากรอยโรคของงูสวัดส่วนใหญ่เป็นแผลพุพอง เรียงออกเป็นกลุ่มๆ เป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาทที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายเท่านั้น จากประสบการณ์มากว่า 20 ปี ไม่เคยเจอคนเป็นงูสวัดทั้ง 2 ข้างเลย (ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีอาการเมื่อยล้ามากหรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อเป็นงูสวัด โรคจะลุกลามมากกว่าปกติ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต)

โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคงูสวัดมักจะหายได้เอง เพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเมื่อไวรัสบุกเข้ามา มันจะเริ่มต้นกระบวนการและจัดการกับไวรัสในที่สุด ดังนั้นจึงไม่เคยพบงูสวัดชนิดสองด้านหรือพันรอบเอวมาก่อน

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคงูสวัดจะหายได้เอง แต่ใช้เวลา 2 สัปดาห์และไม่พบผู้เสียชีวิตจากโรคงูสวัดเลย
สรุป “งูสวัด…ถ้าพันรอบเอวจะตาย…จริงหรือ?” เป็นความเชื่อ…แต่ไม่จริง

ยางูสวัด…มีจริงหรือ?

ปัจจุบันมียาต้านไวรัสชื่อว่า อะไซโคลเวียอะไซโคลเวียร์ซึ่งใช้มานานกว่า 20 ปี เป็นยาที่มีประสิทธิภาพมาก เป็นที่ยอมรับในด้านการแพทย์ โดยการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัส VZV มีผลทั้งในผู้ป่วยโรคงูสวัดและโรคอีสุกอีใส (รวมทั้งโรคเริม) มีจำหน่ายในรูปแบบเม็ด แคปซูล เฉพาะที่ และแบบฉีด
แต่ยาตัวนี้เป็นยาที่แตกต่างจากยาตัวอื่นในแง่ของวิธีการใช้ เพราะยาชนิดนี้จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อย นอกจากนี้ยังมีระยะเวลาสั้น ๆ ในร่างกาย ดังนั้นจึงมีวิธีการใช้ที่บ่อยกว่ายาทั่วไป ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคงูสวัดและอีสุกอีใส 800 มก. เม็ดควรรับประทาน 5 ครั้งต่อวันทุกๆ 4 ชั่วโมง (ยกเว้นตอนกลางคืน) และควรใช้เป็นเวลา 7-10 วันติดต่อกัน

นอกจากยารับประทานแล้ว ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจให้ผู้ป่วยในรูปแบบของการฉีดเข้าเส้นเลือดดำโดยตรงในขนาด 500 มก. โดยให้ทางหลอดเลือดดำวันละ 5 ครั้ง และควรใช้ติดต่อกัน 7-10 วันเช่นกัน

สำหรับครีมทาอะไซโคลเวียร์สำหรับโรคเริม แต่ใช้ไม่ได้กับโรคงูสวัดและอีสุกอีใส

นอกจากอะไซโคลเวียร์แล้ว ยังมียาอีกสองชนิด: วาลาซิโคลเวียวาลาซิโคลเวียร์และแฟมซิโคลเวียร์ (famciclovir) ซึ่งมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกับอะไซโคลเวียร์ แต่มีข้อดีคือกินแค่วันละ 3 ครั้งเท่านั้น (ต้องใช้อะไซโคลเวียร์วันละ 5 ครั้ง)

อย่างไรก็ตาม ยาทั้งสองชนิด (วาลาซิโคลเวียร์และแฟมซิโคลเวียร์) ยังค่อนข้างแพง เนื่องจากมีเพียงผู้ผลิตดั้งเดิมของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกับอะไซโคลเวียร์ซึ่งขณะนี้ได้หมดอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรเฉพาะแล้ว (น่าจะเรียกว่า “ผูกขาด”) หลังจากที่สิทธิบัตรหมดอายุ เป็นผลให้ผู้ผลิตหลายรายผลิตอะไซโคลเวียร์ในตลาด เป็นผลให้ราคาของยานี้ต่ำกว่าก่อนหลายเท่า และเมื่อใช้ยาเหล่านี้ได้ผลดีในการรักษาเหมือนเดิม
ณ จุดนี้ ฉันต้องการสังเกตว่า “เมื่อยาหมดสิทธิบัตร ราคายาจะลดลงมาก”

เพื่อให้ได้ผลดี…ควรเริ่มรับประทานอะไซโคลเวียร์โดยเร็วที่สุด

เพราะยานี้ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส ยานี้จึงมีประโยชน์ในช่วงระยะเวลาการแพร่กระจายของไวรัส นั่นคือตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนในระยะแรก (ยังไม่เป็นตุ่มน้ำใส) จนถึงขั้นที่ 2 ก่อนที่ตุ่มน้ำใสจะแตกออก ขอแนะนำโดยทั่วไปว่า ควรใช้หลังจากล้างตุ่มน้ำออกไม่เกิน 2-3 วันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งมีอาการปวดหัว ตรงกลางกระหม่อม และที่หน้าผากประมาณ 2-3 วันต่อมามีผื่นขึ้นตรงกลางกระหม่อม และกระจายไปที่หน้าผาก เป็นตุ่มน้ำใส คาดว่าไวรัสจะลามเข้าตาได้ และอาจส่งผลต่อการมองเห็น

ในกรณีนี้ เมื่อผู้ป่วยได้รับยาเม็ด asyclovir ขนาด 800 มก. รับประทานวันละ 5 ครั้ง (ทุกๆ 4 ชั่วโมง) หลังจากใช้ยาเพียง 1-2 วัน ตุ่มใสก็หยุดคืบ และหยุดที่หน้าผาก (ยังไม่ลามไปถึงเปลือกตาและลูกตา) ตุ่มพุพองก็เริ่มเหี่ยวเฉา ไม่แน่นเหมือนแต่ก่อน เมื่อใช้ยาต่อไปอีก 4-5 วัน สะเก็ดจะตกสะเก็ดและต่อมาก็หายเป็นปกติ

ดังนั้นการใช้ยานี้เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัส ดังนั้นควรให้ยาโดยเร็วที่สุด เพื่อหยุดการแพร่กระจายของโรค แต่ถ้าโรคงูสวัดลุกลามไปจนสุดแล้ว เช่น เมื่อผู้ป่วยเริ่มตกสะเก็ด ไม่จำเป็นต้องใช้ยานี้ หรือใช้ยานี้และจะไม่เป็นประโยชน์ในการหยุดการแพร่กระจายของไวรัส กับการเสียเวลาอีกด้วย
การใช้ยาทุกครั้งต้องถือว่าคุ้มค่า และใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

งูสวัดรักษากับแพทย์แผนจีนดีหรือไม่?

อีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยเมื่อผู้ป่วยเป็นโรคงูสวัดคือการรักษาโดยแพทย์แผนจีน ซึ่งส่วนใหญ่นิยมรับประทานยาสมุนไพรเพื่อปกปิดแผลพุพองและบาดแผลจากโรคงูสวัด

จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่า การใช้สมุนไพรจีนกับแผลพุพองและโรคงูสวัดนั้นมีประโยชน์เพียงเล็กน้อยและไม่คุ้มค่า เนื่องจากอาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้ แต่ผลที่ตามมาค่อนข้างมาก มักทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในการติดเชื้องูสวัด และทำให้แผลสมานช้ากว่าปกติ
ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้ยาจีนกับแผลพุพองและแผลงูสวัด นอกจากนี้ยังมียาแผนปัจจุบันที่ได้ผลดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด หากผู้ป่วยโรคงูสวัดที่ต้องการยา ดังนั้นแนะนำให้ใช้อะไซโคลเวียร์เป็นยาที่ “คุ้มค่า ปลอดภัย และประหยัด” ดีที่สุด

การดูแลแผลงูสวัด

นอกจากนี้ เมื่อตุ่มน้ำใสแตกเป็นแผลเปิด คุณควรดูแลสุขอนามัยของแผลตลอดจนแผลทั่วไป เช่น ล้างแผลและทำความสะอาดแผล ปราศจากแบคทีเรีย ในกรณีที่มีบาดแผลจำนวนมาก อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะคลอกซาซิลลิน (cloxacillin) ช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรีย ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเกาที่ตุ่มพองหรือแผล เพราะมันจะทำให้รุนแรงขึ้นได้ยากขึ้นด้วย

ถึงตอนนี้เป็นที่ชัดเจนว่ายารักษาโรคงูสวัดมีจริงและมีประสิทธิภาพ ในการเลือกใช้ยาควรพิจารณา “3 ปี” ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความประหยัด เพื่อให้ได้ยาที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เป็นการใช้งานที่คุ้มค่า

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th