in

ยาปฏิชีวนะ ใช้อย่างไรไม่ให้เชื้อดื้อยา

ยาปฏิชีวนะ ใช้อย่างไรไม่ให้เชื้อดื้อยา

ยาที่คนไทยใช้มากที่สุดคือยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพ คนทั่วไปเรียกว่ายาแก้อักเสบหมายถึงยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ เป็นยาที่มีอัตราการใช้สูงสุด เป็นหนึ่งในสถานที่ชั้นนำของประเทศไทยในแต่ละปีมีมูลค่าการใช้งานมหาศาล ทั้งในโรงพยาบาลและร้านขายยา

มียาปฏิชีวนะหลายยี่ห้อที่โฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้จัก เช่น TCmycin, Oriomycin, Kanamycin เป็นต้น

ทำไมแบคทีเรียถึงดื้อยามากขึ้นหรือน้อยลง?
ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่พบทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก คือ การดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย ซึ่งในแต่ละวันจะมีอัตราการดื้อยาเพิ่มขึ้นจากการดื้อยาแบบเก่า ทำให้ยาบางตัวไม่ได้ผล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ ที่มักจะมีราคาแพงกว่า ผลการรักษาอาจไม่ดีเท่าเมื่อก่อน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงมากขึ้นหรือมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อมีความเสี่ยงหรือเสี่ยงต่อการใช้ยาปฏิชีวนะแบบใหม่มากขึ้น

ยิ่งใช้ยาปฏิชีวนะมากเท่าไหร่ ก็ทำให้แบคทีเรียดื้อยามากขึ้น
สาเหตุหลักที่ทำให้แบคทีเรียดื้อยามากขึ้น เนื่องจากปริมาณยาที่เพิ่มขึ้น
ผลการศึกษายืนยันว่าอัตราการดื้อต่อแบคทีเรียจะแปรผันตามอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะ
หากใช้ยาปฏิชีวนะมากขึ้นจะทำให้ดื้อยาชนิดนั้นมากขึ้นเป็นเงา
เนื่องจากทุกครั้งที่ใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยาจะออกฤทธิ์กับแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียถูกยับยั้งไม่ให้เติบโตหรือตาย แต่ในธรรมชาติมักมีการกลายพันธุ์ ทำให้แบคทีเรียบางชนิดดื้อยา ดื้อยา และอยู่รอดได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ถึง 1 ในล้าน แล้วแบคทีเรียที่รอดตายจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทวีคูณ ทวีคูณ และทวีคูณ เผ่าพันธุ์ที่ดื้อยา ทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่ดื้อยา อาจเป็นปัญหาทางการแพทย์ที่ใหญ่

โรคไข้หวัดไม่ควรรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
อีกเหตุผลหนึ่งคือผลเสริมของการดื้อยา ปัญหาทั่วไปอีกประการหนึ่งคือการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม ที่พบมากที่สุดคือการใช้ยาปฏิชีวนะโดยผู้ที่ติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด (รวมถึงไข้หวัดใหญ่)
ไข้หวัดเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ไม่ต้องการยาปฏิชีวนะ

เพราะยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบมีผลกับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แต่ไม่ส่งผลต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นยาปฏิชีวนะจึงไม่ได้ผลในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

การใช้ยาปฏิชีวนะไม่เพียงพออาจทำให้ดื้อยาได้
โดยปกติเมื่อเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะ จะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบตามปริมาณที่แพทย์สั่ง เพื่อคงความกระฉับกระเฉงจนสามารถขจัดแบคทีเรียก่อโรคออกจากร่างกายของเราได้

ในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยจำนวนมากหยุดใช้ยาปฏิชีวนะกะทันหันเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น เพราะคิดว่าไม่มีอาการอะไรจึงหายเป็นปกติ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะตอนนั้นยังมีแบคทีเรียอยู่ แต่อาจมีจำนวนน้อยกว่าที่แสดงอาการได้จริง

ดังนั้นหากหยุดยาในขณะที่ยายังไม่หมดและแบคทีเรียที่เหลืออยู่ก็อาจทำให้แบคทีเรียที่เหลืออยู่มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ และกลับมามีอาการใหม่ ดังนั้นทางที่ดีควรรักษาด้วยยาปฏิชีวนะครบชุดตามที่แพทย์สั่ง

หากคุณซื้อยาปฏิชีวนะให้ใช้เอง ต้องใช้ต่อเนื่องจนถึงเวลาที่กำหนด
ในบางกรณี ผู้ป่วยจะพบผู้ป่วยที่ซื้อยาปฏิชีวนะจากร้านขายยาเพื่อรักษาการติดเชื้อด้วยตนเอง เช่น เจ็บคอ บาดแผล ฝีหนอง เป็นต้น

ในกรณีนี้จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างครบถ้วน คุณอาจหารือเกี่ยวกับระยะเวลาที่ยานี้สามารถใช้กับเภสัชกรของคุณเพื่อพิจารณาว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนสำหรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ดื้อยา

การวิจัยและพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่กำลังลดน้อยลง
ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของการดื้อยาปฏิชีวนะจากแบคทีเรีย พบว่าจำนวนยาปฏิชีวนะชนิดใหม่จากการวิจัยและพัฒนามีจำนวนลดลงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยา
กลุ่มอื่นๆ เช่น ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิต ยาลดน้ำตาลในเลือด เป็นต้น

เนื่องจากนักลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายารายใหม่ส่วนใหญ่ต้องการผลตอบแทนสูง คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้นงบประมาณและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องจึงทุ่มเทให้กับการพัฒนายาใหม่ที่ใช้รักษาโรคเรื้อรังมากกว่าโรคติดเชื้อ

ผู้ป่วยโรคเรื้อรังจะต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการตลอดชีวิต จึงต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เมื่อคิดโดยรวม ตลอดชีวิตของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาในปริมาณมหาศาล แทนที่จะใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ จะใช้เฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อเท่านั้น นอกจากนี้หลังจากใช้ครบจำนวนและผู้ป่วยฟื้นตัวแล้วต้องหยุดยา

นอกจากนี้เมื่อเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะระยะหนึ่งเริ่มมีรายงานการดื้อยา ตรงกันข้ามกับการรักษาโรคเรื้อรังโดยไม่มีการต่อต้าน บริษัทจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนายาเรื้อรังมากกว่าโรคติดเชื้อ ผลที่ได้คือ ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่มีจำนวนน้อยลงมาก ไม่สามารถตามให้ทันแนวโน้มการดื้อยาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หากแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะมากขึ้น และไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร ?
สถานการณ์การดื้อยาปฏิชีวนะในแต่ละวันทำให้แพทย์ เภสัชกร พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขปวดหัว เดิมทีมีแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะบางชนิดเท่านั้น
แบคทีเรียได้พัฒนาให้ดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน การดื้อยามีหลายประเภท ดื้อยาปฏิชีวนะได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งแพร่เชื้อดื้อยาไปยังแบคทีเรียอื่นๆ อีกด้วย เป็นการท้าทายสมองของผู้ดูแลทั้งในและนอกโรงพยาบาล โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลจังหวัด ศูนย์ โรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล ที่มักใช้ยาปฏิชีวนะในปริมาณมากและฟุ่มเฟือย จะมีโอกาสดื้อยามากขึ้น อย่างใกล้ชิด

ตอนนี้พบว่าแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล1 เหลือยาที่มีประสิทธิภาพเพียง 1-2 ตัว และในอนาคตอันใกล้นี้มีโอกาสสูงที่สายพันธุ์นี้จะดื้อยาเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดรุนแรงนี้ขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล มักจะเสียชีวิตจากการติดเชื้อประเภทนี้ในที่สุด

เชื้อก่อโรคดื้อยาปฏิชีวนะ เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องมุ่งมั่นแก้ไข
จะเห็นได้ว่าการดื้อยาเป็นปัญหาที่จะส่งผล แก่มวลมนุษยชาติ หากใครโชคไม่ดีที่ติดเชื้อและพัฒนาโรคเหล่านี้ ยาปฏิชีวนะชนิดใดที่ควรรักษา? เป็นการยากที่จะหายาปฏิชีวนะที่ได้ผลดี ยาที่ใช้อาจเป็นยาที่เป็นพิษสูง บางชนิดเป็นยาเก่าที่ไม่เคยใช้ แต่ในยามวิกฤตก็ต้องใช้ เพื่อความอยู่รอดของผู้ป่วย อันตรายและค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น และสุดท้ายผู้ป่วยก็ยังเอาตัวไม่รอด

ดังนั้นการดื้อยาจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน ทุกฝ่ายในที่นี้รวมถึงประชาชนทั่วไป ผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และผู้ที่เกี่ยวข้องกับยา ต้องร่วมมือและที่สำคัญเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศต้องแสดงความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ ในการผลักดันนโยบายและรณรงค์ให้สังคมไทยลดและเลิกใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมพร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างฉลาดใช้อย่างรู้เท่าทันใช้เท่าที่จำเป็น หากเริ่มใช้ก็ควรใช้ต่อเนื่องให้ครบกำหนด จะถูกฆ่าเชื้ออย่างสมบูรณ์ แบคทีเรียที่ดื้อยาจะลดลงหรือไม่มีอยู่เลย มีหลายประเทศที่รณรงค์เรื่องนี้และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพอใจมาก ลดความต้านทานของเชื้อโรค การรักษาได้ผล ประชาชนมีความสุขกันถ้วนหน้า

ลดการดื้อยา…โดยป้องกันการติดเชื้อ
วิธีแรกและง่ายที่ช่วยป้องกันดื้อยาคือ ป้องกันการติดเชื้อด้วยสุขอนามัยที่ดีด้วยการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร และอารมณ์ ตลอดจนการพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ตามปกติ และยังช่วยป้องกันการติดเชื้ออีกด้วย
นอกจากนี้ จำเป็นต้องช่วยรักษาความสะอาด เช่น ใช้หน้ากากปิดปาก ปิดจมูก ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เป็นต้น

ลดการดื้อยาโดยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
อีกวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพคือลดการแพร่กระจายของการติดเชื้อ
เมื่อเกิดการติดเชื้อ มีวิธีง่ายๆ ในการลดการแพร่กระจายของไวรัส เช่น การล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกผู้ป่วยที่ติดเชื้อใช้ผ้าปิดจมูก ใช้ผ้าเช็ดหน้าเวลาไอหรือจาม ฯลฯ รวมทั้งเสื้อผ้าและเครื่องมือต่างๆ ของผู้ป่วย

ลดการดื้อยาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างชาญฉลาด
หากคุณต้องการเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องแน่ใจว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียจริง และได้รับยาที่ออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียเหล่านั้นด้วยปริมาณและปริมาณยาที่เหมาะสม และวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องซึ่งต้องใช้อย่างต่อเนื่องจนทุกตัวได้ผลดี ทั้งสองช่วยให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้อ ช่วยลดการดื้อยา ลดโอกาสการแพ้ยา ลดอาการไม่พึงประสงค์ ประหยัดค่าใช้จ่ายและช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

.
ที่มาข้อมูล