in

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

เพื่อนสนิทออกกำลังกายทุกวัน สุขภาพแข็งแรง เลือดกำเดาไหลอยู่เสมอ ห้ามเท่าไหร่ก็ไหลไม่หยุดครึ่งวัน หมอตรวจเลือด จำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ 10 เท่า วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนในไขกระดูกที่แบ่งตัวเร็วกว่าปกติ และกลายเป็นเซลล์ผิดปกติไม่สามารถเติบโตเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวเก่าที่ทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังแก่และตายช้ากว่าปกติอีกด้วย สามารถแพร่กระจายและแทรกซึมเข้าสู่อวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม กระดูก สมอง อัณฑะ ผิวหนัง รวมทั้งแทรกซึมในไขกระดูก ทำลายการผลิตเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดในไขกระดูก ทำให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีหลายประเภท หลักๆ ได้แก่

* ประเภทเฉียบพลัน (ซึ่งเกิดจากเซลล์ตัวอ่อน จู่ ๆ มีอาการบุกรุกอย่างรวดเร็วและรุนแรง) ได้แก่ : ทั้งหมด (ทั้งหมดหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟบลาสติกเฉียบพลัน) และ AML (AML หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีโลบลาสติก)

* ประเภทเรื้อรัง (ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เริ่มแก่ เจริญช้าและมีอาการทีละน้อย) ได้แก่ CL (CLL หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซิติกเรื้อรัง) และCML (CML หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง)

* ชื่อไทย

มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งเม็ดเลือดขาว

* ชื่อภาษาอังกฤษ

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

เพื่อนสนิทออกกำลังกายทุกวัน สุขภาพแข็งแรง เลือดกำเดาไหลอยู่เสมอ ห้ามเท่าไหร่ก็ไหลไม่หยุดครึ่งวัน หมอตรวจเลือด จำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ 10 เท่า วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนในไขกระดูกที่แบ่งตัวเร็วกว่าปกติ และกลายเป็นเซลล์ผิดปกติไม่สามารถเติบโตเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวเก่าที่ทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังแก่และตายช้ากว่าปกติอีกด้วย สามารถแพร่กระจายและแทรกซึมเข้าสู่อวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม กระดูก สมอง อัณฑะ ผิวหนัง รวมทั้งแทรกซึมในไขกระดูก ทำลายการผลิตเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดในไขกระดูก ทำให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีหลายประเภท หลักๆ ได้แก่

* ประเภทเฉียบพลัน (ซึ่งเกิดจากเซลล์ตัวอ่อน จู่ ๆ มีอาการบุกรุกอย่างรวดเร็วและรุนแรง) ได้แก่ : ทั้งหมด (ทั้งหมดหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟบลาสติกเฉียบพลัน) และ AML (AML หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีโลบลาสติก)

* ประเภทเรื้อรัง (ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เริ่มแก่ เจริญช้าและมีอาการทีละน้อย) ได้แก่ CL (CLL หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซิติกเรื้อรัง) และCML (CML หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง)

* ชื่อไทย

มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งเม็ดเลือดขาว

* ชื่อภาษาอังกฤษ

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

* สาเหตุ

ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง เชื่อว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรมที่ผิดปกติควบคู่ไปกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยบางรายพบว่ามีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น

* ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น ผู้ที่มีดาวน์ซินโดรม ซึ่งเป็นภาวะปัญญาอ่อนประเภทหนึ่ง มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ (ทั้ง ALL และ AML) มากกว่าคนทั่วไป

ผู้ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML เรื้อรัง พบว่ามีโครโมโซมผิดปกติ
หรือผู้ที่มีญาติสนิทกับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ ALL มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งชนิดนี้

* ผู้ที่มีประวัติการได้รับรังสีรักษาหรือเคมีบำบัดสำหรับมะเร็งชนิดอื่น บางคนอาจเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในปีต่อมา

* ผู้ที่มีประวัติการได้รับรังสีนิวเคลียร์ (เช่น ผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูหรืออุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์) หรือเบนซิน พบว่ามีความเสี่ยงต่อมะเร็งเม็ดเลือดขาวสูงกว่าประชากรทั่วไป

*พบว่าการติดเชื้อไวรัส HTLV-1 (HTLV-1) เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของ T สำหรับผู้ใหญ่

* อาการ

* มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ อาการ (ALL และ AML) มักเกิดขึ้นกะทันหัน โดยมีไข้ ซีด หรือมีจุดเขียวซ้ำๆ หรือมีเลือดออกในบริเวณต่างๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน

บางคนอาจมีไข้ ปวดเมื่อย อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาจเป็นไข้เรื้อรังนานหลายเดือน หรือหนาวสั่นมีแผลในปาก ทอนซิลอักเสบ หรือปอดบวมเนื่องจากภูมิต้านทานต่ำ
อาจไปพบแพทย์ที่มีอาการจุดสีเขียวหรือเลือดกำเดาที่หยุดยากเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำ

ในระยะหลังอาจมีอาการซีด อ่อนแรง เหนื่อยล้า อาการทางสมอง (เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อาเจียน ชัก ตาพร่ามัว) ท้องอืด ปวดท้องเนื่องจากตับโต ม้ามโต
บางคนอาจมีอาการเฉพาะที่ เช่น ปวดกระดูกและข้อ ตาโปน เหงือกบวม เป็นต้น

* มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดไมอีลอยด์เรื้อรัง (CLL และ CML) ในระยะแรก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาจใช้เวลาหลายปีและบ่อยครั้งที่การตรวจเลือดพบว่าโรคนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

ในกรณีที่มีอาการ (ซึ่งมักจะเป็นโรคในระยะหลัง) จะมีอาการเมื่อยล้า เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน รู้สึกท้องอืดเนื่องจากม้ามโต
ต่อมาจะมีสีซีด มีจุดสีเขียวหรือมีเลือดออกง่าย ปวดกระดูกและข้อ คล้ายกับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์

ในระยะหลังมักมีโรคติดเชื้อ อาจเกิดจากไวรัส ที่พบมากที่สุดคืองูสวัด) แบคทีเรีย (เช่น Sudomonas kebzilla) หรือเชื้อรา (เช่น Candida, Aspergillus)

* การแยกโรค

* ไข้ ซีด และมีรอยทั่วร่างกาย อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โลหิตจางจากไขกระดูกลีบ (aplastic anemia) ภาวะโลหิตเป็นพิษ ไข้เลือดออก เป็นต้น

* อาการต่างๆ ได้แก่ จุดแดง รอยด่าง หรือมีเลือดออกตามจุดต่างๆ (เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกตามไรฟัน) อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ฮีโมฟีเลีย (โรคเลือดออกตามกรรมพันธุ์) ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน ซึ่งมักใช้ในผู้ที่เป็นเบาหวาน) โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ)

* ต่อมน้ำเหลืองโต (ก้อนบวมที่คอ รักแร้ ขาหนีบ) ซึ่งอาจตรวจพบในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน อาจเกิดจากมะเร็งอื่นๆ (เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง)

* การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นอาการต่างๆ เช่น ไข้เรื้อรัง (นานกว่า 1 สัปดาห์) ผิวซีด ตัวเขียว เลือดออกตามจุดต่างๆ ต่อมน้ำเหลืองโต ตับโต ม้ามโต ซึ่งจะตรวจวินิจฉัยโดยการตรวจเลือด จำนวนเม็ดเลือดขาวที่มากเกินไป (โดยปกติคือ 5,000 – 10,000 เซลล์เม็ดเลือดขาว/ลบ.มม. เซลล์เม็ดเลือดขาวหลายหมื่นถึงแสนเซลล์ต่อเลือด 1 ลบ.ม.) และเซลล์ตัวอ่อนมากขึ้น ) และอาจพบว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ
การตรวจไขกระดูกเผยให้เห็นเซลล์ตัวอ่อนจำนวนมาก

* การดูแลตนเอง

หากมีอาการที่น่าสงสัย เช่น มีไข้นานเป็นสัปดาห์ มีจุดสีซีด แดง และเขียวบนร่างกาย เลือดออกผิดปกติ (เช่น เลือดกำเดาไหลที่ยากต่อการหยุดอุจจาระเป็นเลือดเลือดออกตามไรฟัน) มีก้อนบวมที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบอย่างเห็นได้ชัด เป็นต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์

หากพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวควรติดตามผลกับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดทนกับผลข้างเคียงของการรักษา (เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร) ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งมักจะเป็นเพียงชั่วคราว

อย่าปล่อยให้การรักษาในโรงพยาบาลโดยพลการ หรือหันไปใช้วิธีการรักษา

* การรักษา

นอกจากการให้การรักษาตามอาการและแก้ไขภาวะแทรกซ้อน (เช่น การถ่ายเลือด การรักษาการติดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพ) เคมีบำบัด (โลหิตวิทยา) และผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจะกำหนดเคมีบำบัด (ยารักษามะเร็ง) ซึ่งมีหลายชนิด ซึ่งแพทย์จะเลือกตามชนิดและความรุนแรงของโรค ส่วนใหญ่จะแชร์กันอย่างน้อย 2 กลุ่ม

ยาอื่นๆ ยังใช้ร่วมกับเคมีบำบัด เช่น โมโนโคลนอลแอนติบอดี การกระตุ้นเม็ดเลือดขาว สเตียรอยด์ (เพรดนิโซโลน) อินเตอร์เฟอรอน เป็นต้น

บางคนมีก้อนเนื้อที่บวมมาก (เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต ตับโต ม้ามโต นิ่วในอัณฑะ) ซึ่งเกิดจากการสะสมของเซลล์มะเร็ง อาจจำเป็นต้องมีการฉายรังสี (รังสีบำบัด)

แพทย์บางคนอาจทำการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่กำเริบ หลังจากที่โรคสงบลงได้ระยะหนึ่งหลังจากให้เคมีบำบัด

* ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ การตกเลือดและการติดเชื้อรุนแรง อันตรายถึงตาย เลือดออกในสมองและภาวะโลหิตเป็นพิษ

ในกรณีของมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AML เฉียบพลัน ลิ่มเลือดอาจเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย การแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC) อาจเป็นอันตรายได้

ในกรณีของมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ ชนิด ALL อาจมีต่อมไทมัสขยายใหญ่กดบนท่ออากาศ (ทำให้หายใจลำบาก) หรือ vena cava ที่เหนือกว่า ทำให้เกิดอาการบวมที่คอและแขน

ในผู้ที่เป็น CLL มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง อาจกลายเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรงได้ หรือมีมะเร็งปอดหรือผิวหนังตามมาได้

* ความก้าวหน้าของโรค

หากไม่รักษา ก็มักเป็นอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ทำให้เสียชีวิต
ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ผลการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และสภาพของผู้ป่วย ดังนี้

* สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ (ALL) หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา พวกมันมักจะตายภายใน 4 เดือน เคมีบำบัดสามารถทำลายเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ได้จนกว่าโรคจะสงบลง การรักษาอย่างต่อเนื่องช่วยให้เด็กป่วย 80 เปอร์เซ็นต์และผู้ใหญ่ป่วย 30-40 เปอร์เซ็นต์หายจากโรค
ในกรณีที่อาการกำเริบ แพทย์ของคุณจะต้องได้รับเคมีบำบัด การฉายรังสี และอาจต้องปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์

* สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AML เฉียบพลัน (AML) หากไม่ได้รับการรักษา ความตายมักเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์หรือหลายเดือน การรักษาสามารถบรรเทาโรคได้ใน 70-80% ของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี และในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือผู้ที่เป็นโรคนี้หลังการให้เคมีบำบัดหรือการฉายรังสีรักษาสำหรับการรักษามะเร็งอื่นๆ การรักษามักไม่ใช่การต่อสู้ที่ดี

* สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง CLL (CLL) หากตรวจพบและรักษาในระยะแรกของโรค มักมีอายุยืนยาวกว่า 10-20 ปี ผู้ป่วยสามารถทำงานและเรียนหนังสือได้ตามปกติ แต่ถ้าพบในระยะหลังอาจอยู่ได้ 3-4 ปี

* สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML เรื้อรัง (CML) 50% มีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 4-5 ปี ประมาณ 20% ตายภายใน 2 ปี ของผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์ สามารถรักษาให้หายได้มากถึง 60%


* การป้องกัน

ไม่มีทางป้องกันโรคนี้ได้ เพราะส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ที่สำคัญเมื่อมีอาการน่าสงสัยควรรีบไปพบแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

* ความชุก

โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่อาการในเด็กหรือผู้ใหญ่แตกต่างกันดังนี้
*มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแบบมัยอีลอยด์ (ALL) พบได้บ่อยในเด็กอายุ 2-5 ปี (คิดเป็น 80% ของมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก) และอาจเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

* มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ชนิด AML (AML) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด และพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

* มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง CLL (CLL) เป็นเรื่องปกติในผู้ใหญ่ และความชุกของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ พบมากในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป

* มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ชนิด CML (CML) เป็นชนิดที่พบได้น้อย พบได้บ่อยในผู้ใหญ่อายุ 30-40 ปี พบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

.
ที่มาข้อมูล