in

ฝีฝักบัว (Carbuncle) อาการ สาเหตุ การรักษาโรคฝีฝักบัว 7 วิธี !!



ที่มาของภาพ : Alamy

ฝีอาบน้ำ

ฝีอาบน้ำ พลอยสีแดงคือการติดเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus หรือ Streptococcus pyogenes ของต่อมไขมันและรูขุมขนของผิวหนัง แล้วกระจายไปรวมกันเป็นก้อนที่มีหนองสะสม มีลักษณะเป็นหนองหลายก้อนที่เกาะติดกันเรียกว่า “ฝีอาบน้ำ“ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาอุบัติการณ์ของโรคนี้ แต่พบว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยและพบได้บ่อยในเมืองร้อน

นอกจากนี้ ในพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถาน ปี 2554 ความหมายของคำว่า “ฝีอาบน้ำ” หมายถึง ฝีชนิดหนึ่งที่ก่อตัวขึ้นที่หลังและท้ายทอยที่มีลักษณะเหมือนอาบน้ำ เพราะมีฝีหลายหัวขึ้นติดกัน (สำหรับคำว่า ฝี หมายถึงโรคชนิดหนึ่งที่เป็นต่อมบวมที่เกาะติดกับหนองภายใน)

สาเหตุของฝีอาบน้ำ

สาเหตุของฝีอาบน้ำเริ่มจากผิวหนัง ถลอก บาดเจ็บเล็กน้อย เช่น จากการเสียดสี บิ่นหรือขีดข่วน หรือจากมือที่สัมผัสสิ่งสกปรกแล้วสัมผัสบาดแผลเมื่อได้รับบาดเจ็บนั้นติดเชื้อแบคทีเรียStaphylococcus aureus (Staphylococcus aureus) หรือสปีชีส์Streptococcus Piogenus Streptococcus pyogenes เข้าสู่ผิวหนังและพัฒนาไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังโดยมีตุ่มหนองที่มีหลายหัว

โรคนี้ไม่ติดต่อ การเกิดโรคของโรคขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก: การบาดเจ็บที่ผิวหนังที่มีอยู่ก่อน และเชื้อโรค (แบคทีเรีย) ที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง การล้างมือบ่อยๆ จะช่วยลดปริมาณของเชื้อโรคเหล่านี้ได้พลอยสีแดงคือ

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอีสุกอีใสได้ง่ายขึ้น เป็น

  • ที่อยู่ในบริเวณผิวหนัง (โดยเฉพาะคอและหลัง) เกิดรอยขีดข่วนหรือเป็นแผลได้ง่าย
  • คนที่มีสุขอนามัยไม่ดี ไม่ถูกสุขอนามัย ไม่รักษาความสะอาดในการโกนหนวด ผม หนวด เครา
  • ผู้ที่มีสุขภาพโดยรวมไม่ดีมีโรคประจำตัวหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เบาหวาน โลหิตจาง ขาดสารอาหาร ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ในผู้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ) ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เป็นต้น
  • ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว

อาการฝีอาบน้ำ

มักเป็นตุ่มหรือเป็นก้อน บวม แดง และปวดตามผิวหนัง กดเจ็บ เมื่อใหม่จะดูแข็ง ตุ่มพองนี้โตขึ้นและเจ็บปวดมาก ต่อมานิ่มลงและทำให้หนองสะอาดขึ้น ถ้ามีตุ่มเดียวหรือหัวเดียวเรียกว่า “ฝี” (ฝี) แต่ถ้ามีแผลพุพองติดต่อกันมากเรียกว่า “ฝีอาบน้ำ(เพราะเหมือนอาบน้ำ) ต่อมาตุ่มหนองเหล่านี้จะแตกและมีหนองไหลออกมา แล้วความเจ็บปวดจะบรรเทาลง (ถ้าฝีตื้นมักแตกได้เอง แต่ถ้าลึกมักไม่แตกเอง)

ฝีอาบน้ำนี้มักพบที่หลังและคอ และในกรณีที่ติดเชื้อรุนแรงอาจมีไข้และอ่อนเพลียร่วมด้วย โรคจะหายช้าและมักทำให้เกิดแผลเป็น

ฝีอาบน้ำที่เกิดจาก
ที่มาของภาพ : Gregory Moran

ฝีอาบน้ำคือ
ที่มาของภาพ : vrachfree.ru, healthool.com

อาการฝีอาบน้ำ
ที่มาของภาพ : www.ihealthblogger.com, howshealth.com, byebyedoctor.com, dermaamin.com

ภาวะแทรกซ้อนของฝีอาบน้ำ

ในกรณีที่การติดเชื้อแพร่กระจาย ฝีฝักบัวอาจเป็นอาการแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงของการติดเชื้อที่ผิวหนังเป็นวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลให้

  • มีไข้และอ่อนแรงด้วย
  • การติดเชื้ออาจลุกลามไปสู่การติดเชื้อในอวัยวะใกล้เคียง เช่น กระดูก กระดูกอักเสบ
  • เชื้อโรคอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดภาวะติดเชื้อได้ การติดเชื้อของเยื่อบุหัวใจอักเสบจากเยื่อบุโพรงหัวใจ
  • ดื้อยา
  • เมื่อแผลหายก็มักจะกลายเป็นแผลเป็น

การวินิจฉัยโรคอีสุกอีใส

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ตามอาการที่แสดง การตรวจร่างกาย การตรวจรอยโรคโดยการมองหรือคลำบริเวณที่เกิดแผล และสามารถระบุชนิดของเชื้อโรคได้โดยการส่งหนองจากบาดแผลไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจเพาะเชื้อ

วิธีรักษาฝีอาบน้ำ

  • หากมีตุ่มพอง ผื่น แดง อ่อนโยน มีหนอง มีฝีที่ใบหน้า ฝีใกล้กระดูกสันหลัง ฝีมีขนาดใหญ่และไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ หรือหากมีฝีหลายฝีติดกัน ควรไปพบแพทย์ แพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุและรับการรักษา
  • ให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น กินยาแก้ปวดลดไข้ รักษาบริเวณแผลให้สะอาดโดยการทำความสะอาดด้วยสบู่อ่อนๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อ ร่วมกับการใช้ครีมฆ่าเชื้อหลังการทำความสะอาด เป็นต้น
  • ถ้าอีสุกอีใส สามารถรักษาให้หายด้วยยาปฏิชีวนะได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เช่น ไดคลอกซาซิลลิน (ไดคลอกซาซิลลิน), erythromycin (อิริโทรมัยซิน) โคม็อกซิคเคลฟ (Co-amoxiclav) หรือไซโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้วมักจะหายดีและรวดเร็ว แต่หลังจากโรคหายแล้วอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้ ชนิดของยาปฏิชีวนะที่เลือกขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแผล ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาเหล่านี้และรับประทานเอง
  • หากแผลมีหนองหรือเนื้อร้าย อาจต้องตัดฝีเพื่อระบายน้ำหนองออก หรือการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออก ซึ่งต้องทำโดยแพทย์หรือพยาบาล การทำด้วยตัวเองอาจทำให้การติดเชื้อแพร่กระจายไปไกลกว่านั้นหรือแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นได้
  • ดูแลตัวเองที่บ้าน ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้
    1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาอย่างเคร่งครัด และไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ
    2. ใช้ยาให้ครบถ้วนตามที่แพทย์กำหนด ผู้ป่วยไม่ควรหยุดรับประทานยาด้วยตนเอง แม้ว่าฝีจะบรรเทาลงแล้วก็ตาม
    3. อย่าบีบหรือเจาะหนองออกด้วยตัวเอง
    4. ควรตัดเล็บให้สั้น ห้ามลอก ห้ามเกา ทำให้บาดเจ็บ และเป็นทางเข้าของเชื้อโรค
    5. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ รักษาสุขอนามัยของผิวหนังตามปกติ ใช้สบู่ทำความสะอาดเมื่ออาบน้ำ คุณอาจใช้สบู่อ่อนๆ ที่มีสารฆ่าเชื้อ
    6. ประคบร้อนหรือประคบร้อนบริเวณแผลวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที จะช่วยสลายหนองและระบายน้ำได้ดีขึ้น (อาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นมากขนาดพอรับได้ แต่อย่าร้อนเกินไป)
    7. เมื่อหนองแตกควรทำแผลอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง โดยใช้ผ้าปิดแผลที่สะอาดปราศจากเชื้อโรค (ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลเกี่ยวกับการดูแล) และล้างมือให้สะอาดหลังทำแผลทุกครั้ง
    8. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง (ปฏิบัติตามบัญญัติด้านสุขอนามัยแห่งชาติ 10 ประการ) และรักษาหรือควบคุมโรคที่มีมาแต่กำเนิดต่างๆ ด้วยเช่นกัน
    9. เก็บของใช้ส่วนตัวให้สะอาด เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู ชุดชั้นใน ฯลฯ และไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น
    10. หลังการรักษา หากอาการแย่ลง แผลไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ แผลเป็นสีแดง ขยายใหญ่ หรือลุกลาม หรือมีไข้ หรือเมื่อกังวลกับอาการ ควรไปพบแพทย์ก่อนเสมอ
  • ฝีอาบน้ำสมุนไพร (ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม) มีหลายประเภท ได้แก่
    1. กระดูกไก่ดำ หรือ เชิงพระมนต์ (Justicia gendarussa Burm.f.) นำใบมาต้มกับนมแล้วรับประทานเป็นยาระบาย
    2. มงกุฎสี (Abutilon indicum (L.) Sweet) ใช้เมล็ด 1 พวงบดเป็นผงแล้วชงกับน้ำอุ่นต้มกินและใช้ใบสดโขลกกับน้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายแดง แล้วทาลงบนแผล
    3. สวรรค์ (Ipomoea quamoclit L.) ใบลวกเป็นยาแก้ฝีอาบน้ำ
    4. ดาวเรือง (Tagetes erecta L.) น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาแก้ฝี ฝี และฝีต่างๆ
    5. ไม่รู้จะตกยังไง (Elephantopus scaber L.) ใช้พืชสดประมาณ 25 กรัม เติมเหล้า 1 ขวด กับน้ำ 1 ขวด แล้วต้มให้ดื่ม และใช้กล้าไม้สดต้มกับน้ำ ล้างบริเวณฝีที่หักด้วยน้ำ
    6. ปูตัน (Hibiscus mutabilis L.) นำรากแห้งประมาณ 30 กรัมมาต้มในน้ำแล้วรับประทานเป็นยาแก้ฝี และแผลเปื่อยต่างๆ
    7. ลิเภา (Lygodium flexuosum (L.) Sw.) ใบเป็นยาพอกรักษาฝีอาบน้ำ
    8. หูปลาช่อน (Emilia sonchifolia (L.) DC. ex DC.) ลำต้นสดนำมาต้มกับน้ำดื่ม ถ้าเป็นแบบสดให้ใช้ประมาณ 30-90 กรัม และแบบแห้งให้ใช้ประมาณ 15-30 กรัม
    9. แอพภาพยนตร์ (Crossostephium chinense) ใบสดใช้เป็นยาพอกรักษาฝีอาบน้ำ รักษาฝีภายนอก
    10. สมุนไพรอื่นๆ ระบุว่ามีคุณสมบัติเป็นยารักษาฝี (แต่ในตำราไม่ได้ระบุวิธีการใช้) เช่น รากของต้นแก้ว (Muraya paniculata (L.) Jack), ขึ้นฉ่ายทั้งตัว (Apium graveolens L.), น้ำมันเมล็ดทานตะวัน (Helianthus annuus L.) ชิ้นส่วน ของพืช Heavenly Milk (Clerodendrum paniculatum L. ), ส่วนของต้นสด ( Houttuynia cordata Thunb. ), ผลไม้ (Morinda citrifolia L. ), เถาหรือใบสายน้ำผึ้ง (Lonicera japonica Thunb.) เป็นต้น

ฝีอาบน้ำสมุนไพร

วิธีป้องกันฝีอาบน้ำ

  1. ควรใช้ความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการถลอกหรือการบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น จากการเสียดสี บิ่น ขีดข่วน หรือจากอุบัติเหตุต่างๆ เป็นต้น
  2. ดูแลผิวของคุณให้สะอาดอยู่เสมอ รักษาความสะอาดในการโกน ผม หนวด เครา และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อโรคต่างๆ

  1. ห้ามใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู ชุดชั้นใน ฯลฯ
  2. รักษาหรือควบคุมโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวด้วย
  3. รักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานโดยปฏิบัติตามคำสั่งด้านสุขอนามัยแห่งชาติ 10 ประการเพื่อให้ร่างกายของคุณแข็งแรงและลดโอกาสในการติดโรคต่างๆ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง
  1. ตำราตรวจสุขภาพทั่วไป 2. “ฝี (ฝี/ฝี/หนอง)” (หมอสุรเกียรติ อำนาจ หน้า 986-987.
  2. หาหมอ. คอม”ฝีฝักบัว (Carbuncle)” (พญ.ชลธิโรจน์ ศรีเกษตรกุล). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก: haamor.com. [15 ส.ค. 2016].
  3. สยามเฮลท์. “ฝีฝักบัวหรือที่เรียกว่า Carbuncle” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.siamhealth.net. [16 ส.ค. 2016].
  4. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย ฉบับที่ 5 “กระดูกไก่ดำ”, “สวรรค์”, “หูปลาช่อน” (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณะธรรม). หน้า 19-20, 172-173, 827-829.
  5. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1 “ดาวเรืองใหญ่ (ดาวเรืองใหญ่)” (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังกะกุล). หน้า 113.
  6. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่นิยมใช้กันในประเทศไทย “แอพภาพยนตร์“. (วิทยา บุญวรภัทร). หน้า 654.
  7. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ไม่รู้จะตกยังไง”, “ลิเภา” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [16 ส.ค. 2016].
  8. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “มงกุฎสี” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th [16 ส.ค. 2016].
  9. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารการแพทย์พื้นบ้าน เล่ม 5 คอลัมน์: สมุนไพรที่คุณควรรู้ “ปูตัน” [ออนไลน์]. สามารถเข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th [16 ส.ค. 2016].

เรียบเรียงโดย เว็บไซต์ Maid Thai (เมดไทย)




ขอบคุณข้อมูลจาก medthai.com