in

ฝังเข็มลดความอ้วน (ตอนที่ ๑)

ฝังเข็มลดความอ้วน (ตอนที่ ๑)

การฝังเข็มเพื่อลดน้ำหนัก (ตอนที่ 1)

ตลกขบขันกันเมื่อหลายปีก่อน ผู้คนจำนวนมากแห่กันไปต่อคิวรอการฝังเข็มเพื่อลดน้ำหนัก เพราะเชื่อว่าจะได้ผลดีเยี่ยมและทำให้สุขภาพแข็งแรง (ไม่รู้ว่าเพราะโฆษณาเกินจริงหรือเปล่า)

เลิกฮิตสักพัก เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แต่ก็ยังมีคนนิยมฝังเข็มลดน้ำหนักอยู่ ด้วยความเชื่อที่ว่า อย่างไรก็ตามก็ยังปลอดภัยกว่าการใช้ยา เพราะเคยกินยาลดน้ำหนักมาแล้ว มีผลข้างเคียง รู้สึกไม่สบายหลังกิน หลังหยุดยาน้ำหนักจะขึ้นอีกภายใน 1 ปี

หลายคนหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพ ลดน้ำหนัก ขับไขมัน กินสมุนไพร กินไฟเบอร์ บางคนประสบความสำเร็จบางคนไม่ประสบความสำเร็จ แต่แน่นอนว่าบริษัทที่ผลิตสินค้าเหล่านี้ค่อนข้างร่ำรวย

หลายคนพบความจริงว่า อยู่ในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วิถีชีวิตใหม่ การออกกำลังกายน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่หลายคนพบว่ามันยากที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเขา เพราะมันเกี่ยวข้องกับอาชีพที่หลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง สรุปว่าความอ้วนต้องเป็นปัญหาที่ไม่รู้จบ ในสังคมปัจจุบันที่สูญเสียความสมดุลของการบริโภคอาหารและการใช้พลังงานในการเผาผลาญของร่างกาย

หลายคนยังคงสงสัยว่าการฝังเข็มจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร ฝังเข็มเพียงไม่กี่จุดและกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ไขมันจะสลายไปอย่างรวดเร็วหรือบางคนใช้เข็มเล็กๆ เพียงอย่างเดียว? หรือเมล็ดติดหู 3-4 เม็ด แล้วไขมันจะลดได้อย่างไร ? มีแนวโน้มว่าจะเป็นผลกระทบทางจิตวิทยาสำหรับคนปกติที่จะสูญเสียไขมันในร่างกาย 1 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้พลังงานในร่างกายมากถึง 7,700 แคลอรี่สำหรับคนปกติ
ขณะพักผ่อนหรือไม่ได้ใช้งาน มันจะใช้ความร้อนของร่างกาย เพื่อประทังชีวิตการทำงานของเครื่องยนต์กลไกในร่างกายจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 แคลอรี (น้ำหนักตัว 50 กก.) เมื่อรวมกับการเคลื่อนไหว การทำงาน การเดิน การใช้สมองในการกิน การแต่งกายเหมือนคนทำงานออฟฟิศทั่วไป ซึ่งต้องการเฉลี่ย 1,500 แคลอรี/วัน ใช้พลังงานรวมต่อวัน 2,500 แคลอรี ดังนั้นการลดน้ำหนักจากร่างกาย 1 กก. (7700 แคลอรี) สำหรับคนที่นั่งทานอาหารดีๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เรียกเมื่อไหร่ “อ้วน”
หมายถึง การมีน้ำหนักเกิน มากกว่า 10% เรียกว่าน้ำหนักเกิน ถ้ามากกว่า 20% เรียกว่าอ้วน หรือแบ่งออกเป็นเล็กน้อย อ้วนปานกลาง หรืออ้วนมาก ตามน้ำหนักที่เกิน

โรคอ้วนโดยทั่วไปหมายถึงภาวะทุพโภชนาการคือการกินมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และขนมหวาน แต่ด้วยการใช้พลังงาน การทำงานของร่างกายหรือออกกำลังกายน้อยเกินไปทำให้ร่างกายสะสมพลังงานส่วนเกินในรูปของไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่โรคอ้วนก็มีสาเหตุอื่นๆ เช่นกัน เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนและความผิดปกติของสมองที่ส่งผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อมลรัฐ

ลดน้ำหนักตามแพทย์แผนปัจจุบัน
๑. คุมอาหาร เป็นวิธีการหลักและปลอดภัย ประหยัดที่สุด แต่สิ่งที่ทำยากที่สุด (มักจะเสียสติ ขาดความเข้มงวด ลืมเวลากิน เสียใจเมื่ออิ่ม) ลดอาหารแคลอรีสูง เช่น อาหารที่มีไขมัน แป้ง อาหารหวาน อาหารทอด ทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง เค้กขนุน เป็นต้น
กินอาหารที่มีแคลอรีต่ำ, ผลไม้, ผัก, ส้ม, อาหารที่มีเส้นใย
๒. เพิ่มการใช้พลังงาน ด้วยการออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก วิ่ง เดิน เล่นกีฬา ฟิตเนส นึ่ง (ยังสามารถขับถ่ายน้ำ) ไม่ใช่แค่นั่งนอนหลับหรือกินและนอนเป็นต้น
๓. การควบคุมยาเสพติด
g ยาระงับความอยากอาหาร โดยออกฤทธิ์ที่บริเวณไฮโปทาลามัส ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร อิ่มเร็ว และกินน้อยลง ทำให้อาหารเข้าสู่ร่างกายน้อยลง เรียกว่า ตัดแหล่งพลังงาน หรือสะสมไขมัน
ข้อเสียของยาตัวนี้
นั่นคือหลังจากใช้งานมาเป็นเวลานาน คุณต้องเพิ่มขนาดยาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาแบบเดียวกัน
ปากแห้ง กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ท้องผูก
เสี่ยงเบาหวาน ความดันสูง
เมื่อหยุดยา ผู้ป่วยมักจะเปลี่ยนกลับไปรับประทานอาหารแบบเดิม บางคนอาจกินเยอะกว่าเดิม (เพราะโดนบีบสมองมานาน กลับมาอีกข้างเรียกว่าโยโย่เอฟเฟค)

ข. ยาขับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยและมาก น้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ลดไขมันจริงๆ ผลเสียคือ คอแห้ง กระหายน้ำ เวียนหัว เหนื่อยล้า ความดันเลือดต่ำ เป็นลม หรือโคม่า
. ยาฮอร์โมน. มักเป็นฮอร์โมน กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มากขึ้น ทำให้ร่างกายใช้ไขมันสะสม แต่ถ้าใช้เป็นเวลานานและมากไป จะทำให้เกิดอาการคล้ายโรคไทรอยด์ ทำให้ใจสั่น เหงื่อออก คอแห้ง ตื่นตระหนกง่าย นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง.
ง. ยาระบาย ช่วยให้ลำไส้ขับถ่ายของเสียหรืออุจจาระในลำไส้มากขึ้นและช่วยลดผลข้างเคียงของยาลดน้ำหนักที่ทำ ท้องผูก
๔. การผ่าตัด การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหารบางส่วน เพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น
การผ่าตัดลำไส้เล็กบางส่วน เพื่อลดการดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย กล่าวคือ กินแล้วไม่ต้องดูดซึม และรีบแกะออก เป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับคนอ้วนที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แต่เรียกว่าใช้งานได้จริงและหายาก ใครอยากทำแบบนี้บ้าง? ไม่ว่าจะเป็นคนไข้หรือแพทย์ผู้รักษา
5.. ศัลยกรรมไขมันส่วนเกิน การดูดไขมันเฉพาะจุดหรือสลายไขมันด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือการฝังเข็ม
การผ่าตัดเอาส่วนเกินออกอาจได้ผล แต่มีความเสี่ยงที่ต้องดมยาสลบและเตรียมการเช่นการผ่าตัดทั่วไปเพื่อไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายสูง อาจมีรอยแผลเป็น ภาวะแทรกซ้อน เช่น ข่าวในหนังสือพิมพ์บ่อยๆ และที่สำคัญถ้าคุณไม่ดูแลตัวเองให้ดี ไขมันจะถูกสะสมอีกครั้ง บางคนได้รับการผ่าตัดเกือบทุกส่วนของหน้าท้อง แขน ขา ใบหน้า และยังอ้วนมาจนถึงทุกวันนี้ แต่หัวใจสำคัญของการผ่าตัดแต่ละครั้งคือการสูญเสียพลังชีวิต ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพองค์รวม บางคนหลีกเลี่ยงการผ่าตัดดูดไขมันเป็นการดูดไขมัน โดยใช้เหล็กยาวปลายมีรูเปิดหลายรู ใช้เครื่องดูดสูญญากาศ เก็บไว้ในขวดมีรอยแผลเป็นน้อยลง แต่ผิวบริเวณนั้นมักมีรอยขีดข่วน

การกระตุ้นด้วยเครื่องมือเผาผลาญไขมันโดยใช้แผ่นอิเล็กโทรดเป็นคู่เพื่อติดตามส่วนต่างๆ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ เนื้อจะหดตัวประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อให้ไขมันที่สะสมอยู่ในบริเวณต่างๆ จะพังลงจากการทำงานของกล้ามเนื้อ คล้ายกับออกจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น หากใช้การฝังเข็มเฉพาะจุด หลักการจะคล้ายกับการใช้แผ่นอิเล็กโทรด
วิธีนี้เห็นผลช้า ต้องทำต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง (4-5 ครั้งขึ้นไป) จึงจะเห็นผลชัดเจน
(ต่อ)

น้ำหนักมาตรฐานคร่าวๆ
ชาย = ความสูงเป็นเซนติเมตร – 105
หญิง = ความสูงเป็นเซนติเมตร – 110
ถ้าผู้ชายสูง 170 เซ็นติเมตร
น้ำหนักมาตรฐาน 65 กก.
ถ้าน้ำหนักมากกว่า 10% ก็คือ
น้ำหนักระหว่าง 71.5-78 กก. = น้ำหนักเกิน
หากน้ำหนักเกิน 20% จะเป็น
มากกว่า 78 กก. = อ้วน
บางคนก็คิดว่า
น้ำหนักมาตรฐาน+ 10 บอกเรื่องอ้วน ผอม
ตัวอย่างเช่น ถ้าน้ำหนักมาตรฐานคือ 65 กก.
น้ำหนัก 65 + 10 = อ้วน
น้ำหนัก 65 – 10 = ผอม
หากคุณเป็นนักโภชนาการยุคใหม่ จะใช้เลขดัชนีมวลกายเป็นค่าปกติสำหรับทั้งชายและหญิง ใช้ค่าเดียวกันซึ่งอยู่ในช่วง 18.5 – 24.9 กก./ตร.ม.
สูตรดัชนีความหนาของร่างกาย = หน่วยน้ำหนักกก
(ส่วนสูงเป็นเมตร)2
ถ้าน้ำหนักตัว 75 กิโลกรัม ส่วนสูง 173 เซนติเมตร
ดัชนีความหนาของร่างกาย = ๕๗ = ๒๕.๐๖
(๑.๗๓)๒
มากกว่า 24.9 แสดงว่าน้ำหนักเริ่มเกินค่ามาตรฐาน

.
ที่มาข้อมูล